
ประชาคมอาเซียนยังไกลหากยังไร้จิตสำนึกศก.ร่วมกัน
ความหวังที่จะเห็นกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ความหวังที่จะเห็นกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความหวังที่จะเห็นกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก้าวสู่การเป็น “ประชาคมอาเซียน” ในอีก 5 ปีข้างหน้า ดูจะริบหรี่ลงทุกที โดยเฉพาะหลังจากการประชุมรัฐมนตรีคลังของอาเซียนเป็นเวลา 1 วันเต็ม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ปิดฉากลงพร้อมมติสุดช็อก
นั่นคือ ที่ประชุมมีมติหันหลังให้กับแนวคิดที่จะออกมาตรการร่วมกัน เพื่อสกัดทุนร้อน โรคระบาดร้ายแรง ที่กำลังกัดกินเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอยู่ในเวลานี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหา “ทุนร้อน” ไหลทะลักเข้าเอเชีย เป็นตัวแปรสำคัญที่ดันให้ค่าเงินของภูมิภาคแข็งปั๋ง กระทบภาคส่งออก ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ เนื่องจากสินค้ามีราคาสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดโลกนั้น ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลประเทศต่างๆ แก้ไม่ตก
แม้รัฐบาลจะสรรหาสารพัดมาตรการ เพื่อปิดประตูหนีนักลงทุนจากต่างชาติที่หวังเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นแล้วก็ตาม
ตามรายงานการคาดการณ์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) พบว่าเฉพาะปีนี้มีเงินทุนไหลทะลักเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่แล้ว 8.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ระดับ 5.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาเซียนยังคงรั้งรอ ไม่ออกมาตรการเด็ดขาดมาสกัดทุน
ประการแรก อาเซียนยังเชื่อมั่นว่าประเทศสมาชิกยังสามารถรับมือกับปัญหาดังกล่าว
อาหมัด ฮุสนี โมฮัมหมัด ฮานัดซาห์ รัฐมนตรีช่วยคลังของมาเลเซีย กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่เห็นว่าปัญหาทุนร้อนทะลักเป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกไม่สามารถจัดการได้
สอดคล้องกับ ซีซาร์ ปูริซิมา รัฐมนตรีคลังฟิลิปปินส์ เห็นว่าความร่วมมือระดับภูมิภาคยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น
“ในเวลานี้โครงสร้างความร่วมมือยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นภายในกลุ่มประเทศอาเซียน เราจะปล่อยให้ตลาดเป็นตัวกำหนดอัตราการแลกเปลี่ยน” รัฐมนตรีคลังฟิลิปปินส์ กล่าว
สำหรับประเด็นนี้ นับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางเศรษฐกิจของบรรดาขุนคลังอาเซียน ที่มองเศรษฐกิจโลกในแง่ดีจนเกินไป เพราะใช่ว่าที่ผ่านมาบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนจะทำทองไม่รู้ร้อน หรือเพิกเฉยต่อการสรรหามาตรการมาสกัดเงินร้อน
ในทางกลับกัน แทบทุกประเทศต่างสรรหามาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เพียงแต่ว่ามาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่ยังไร้ผล
ภาพหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การใช้วิธี “ตัวใครตัวมัน” เพื่อฝ่าวิกฤตทุนร้อนในขณะนี้ อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป
คำถามคือ อะไรจะเป็นทางออกของความล้มเหลวนี้
กุญแจดอกสำคัญสำหรับไขปัญหานี้ คือ การผนึกกำลังของอาเซียน เพื่อล้อมคอกและป้องกันไม่ให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้นได้ ดังเช่นที่สหภาพยุโรป (อียู) เคยประสบความสำเร็จจากการร่วมกันตั้งการ์ดไม่ให้กลุ่มเฮดจ์ฟันด์เข้าไปโกยเงินเข้ากระเป๋ามาแล้ว
เพราะแน่นอนว่า กำแพงที่สร้างโดย 10 ประเทศย่อมแข็งแกร่งกว่ากำแพงเล็กกำแพงน้อยที่แต่ละประเทศต่างคนต่างสร้าง
ประการที่สอง การมองไม่เห็นรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยขับดัน
“ผมคิดว่าเราไม่ค่อยแน่ใจว่า เรากำลังต่อสู้กับอะไร” สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวภายหลังที่ประชุมมีมติ
พร้อมกันนี้ยังอธิบายถึงต้นตอที่ทำให้ทุนร้อนที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างต้านไม่อยู่ในเวลานี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อครั้งเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” วิกฤตการเงินที่เอเชียเผชิญเมื่อปี 2540
กล่าวคือ ฝันร้ายในครั้งนั้น เกิดจากน้ำมือของกองทุนเก็งกำไร หรือเฮดจ์ฟันด์ ที่ขนเอาทุนร้อนเข้ามาเก็งกำไรจากสกุลเงินท้องถิ่น แต่วิกฤตล่าสุดนี้สืบเนื่องจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Qe2) ของสหรัฐ ที่มีการอัดฉีดงบเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ
การให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการอาเซียนเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยไก่ต่อหน้าประชาชี เพราะอย่างที่รู้ว่า เงาร้ายของเฮดจ์ฟันด์ มฤตยูร้ายที่เคยฝากบทเรียนเจ็บแสบไว้ให้ชาวโลกยังไม่จางหายไปไหน
ในทางกลับกัน กองทุนเก็งกำไรเหล่านี้กำลังหวนกลับมาอาละวาดในเอเชียอีกต่างหาก
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังหลั่งไหลเข้ามาเกาะกระแสเศรษฐกิจที่คึกคัก และอัตราภาษีที่ต่ำในเอเชีย กอปรกับมาตรการควบคุมเฮดจ์ฟันด์ของยุโรปที่เข้มงวดขึ้น ทำให้กองทุนเหล่านี้แห่กันย้ายกองทุนเข้ายังปักหลักในเอเชียมากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลของบริษัท เฮดจ์ฟันด์ รีเสิร์ช ระบุว่า นักลงทุนได้อัดฉีดเงินทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมการเงินในกลุ่มเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกสูงถึง 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.51 แสนล้านบาท) ซึ่งนับเป็นตัวเลขสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2550
ดังนั้น การระบุว่าเฮดจ์ฟันด์ได้ลามือไปจากขุมทองอย่างเอเชียไปแล้วนั้น ถือเป็นการวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงพอสมควร
ความผิดพลาดและรู้ไม่เท่าทันโลกเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียนไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ทว่าส่อเค้าลางให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อาเซียนลั่นกลองเดินหน้าจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน
ภาพหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ที่ผ่านมาอาเซียนแทบไม่มีการวางกรอบ หรือระเบียบใดๆ ด้านเศรษฐกิจร่วมกัน นอกจากการพุ่งเป้าความสนใจไปที่เรื่องการทำเสรีทางการค้า และการลดอัตราภาษีให้เป็นศูนย์เท่านั้น
เลขาธิการสมาคมอาเซียน ใช้เวทีการประชุมขุมคลังอาเซียนล่าสุด เรียกร้องให้ชาติสมาชิกเพิ่มการค้าระหว่างกันให้สูงขึ้น หาไม่แล้วอาเซียนก็ “ลำบาก” ที่จะบรรลุถึงเป้าหมายการบูรณการทางเศรษฐกิจภายในปี 2015
ขณะที่การกำหนดวินัยทางการเงินระหว่างประเทศสมาชิกกลับไม่มีเคยมีการพูดถึงแต่อย่างใด
ผิดกับอียู โมเดลการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ที่มีการกำหนดกลไกและกรอบวินัยทางการเงินให้กับประเทศสมาชิกไว้อย่างชัดเจน อาทิ การจำกัดตัวเลขขาดดุลไว้ไม่เกินส่วน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือการทำข้อตกลงว่าอียูสามารถเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศสมาชิกได้
ดังนั้น หากอาเซียนยังหวังจะสร้างการเป็นประชาคมที่แข็งแกร่ง ทว่าแต่ละประเทศกลับยังยึดมั่นเอกราชของประเทศตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่ยอมถอยหลังคนละนิด เพื่อสร้างกำแพงล้อมภูมิภาค เห็นทีความหวังที่จะเห็นอาเซียนกล่าวสู่การเป็นประชาคมที่แข็งแกร่ง คงเป็นเพียงฝัน (ไม่) เล็ก แต่เป็นจริงยากเต็มที







