
กองทุนความมั่นคงด้านพลังงานของไทย (Energy Security Fund)
.....โชคชัย สุวรรณาภรณ์
ผมมองดูค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอยู่ตามคำทำนายของนักวิเคราะห์ทั้งหลายแล้ว ทำให้คิดขึ้นว่าไทยเราควรใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร เพราะผมมักนึกเสมอว่าในทุกที่ที่มีปัญหาก็ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ ปัญหาจะท้าทายให้ผู้ไม่ยอมแพ้ และมีใจสู้คิดหาหนทางปรับปรุงและฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้า
ในขณะที่กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติกำลังกลุ้มใจกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกวัน แต่หากมองอีกด้านหนึ่งเราก็น่าจะหาทางทำวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสอย่างใหญ่สำหรับประเทศเราได้เช่นกัน
อาทิตย์นี้ผมจึงอยากขอเสนอแนวคิดที่อาจจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาคพลังงานและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเรา
เราต้องยอมรับประการหนึ่งว่าปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งทวีปเอเชียที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ผูกติดค่าเงินของตนเองกับสกุลเงินดอลลาร์ที่ได้รับความเชื่อมั่นว่ามั่นคงและปลอดภัยที่สุดในโลกนี้ แต่วันดีคืนร้ายเศรษฐกิจของอเมริกาก็ประสบกับปัญหาอย่างหนักจนทำให้เกิดความสั่นคลอนไปทั่วโลกและลามไปถึงยุโรป ค่าเงินดอลลาร์ที่เคยเชื่อมั่นว่าเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยสุดๆ (Safeheaven currency) ก็เริ่มไม่ปลอดภัยขึ้นมา หลายคนอาจเริ่มหันไปมองฟรังก์สวิส หรือแม้กระทั่งมีการพูดกันว่าเงินหยวนของจีนอาจจะมีโอกาสมาแทนที่บทบาทของเงินดอลลาร์ในภูมิภาคเอเชียนี้ ซึ่งทางการจีนก็ดูเหมือนจะยอมรับบทบาทนั้นเพิ่มมากขึ้น และจะทำให้สัดส่วนของเงินหยวนในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
สัญญาณการส่อเค้าการแข็งค่าของเงินหยวนเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์นั้นได้เริ่มต้นมานานแล้วนับแต่ที่ประเทศจีนได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกับอเมริกา แต่ค่าเงินหยวนกลับไม่แข็งค่าขึ้นมากเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุที่เมื่อภาคธุรกิจส่งออกของจีนได้รับเงินรายได้จากการส่งออกในรูปของเงินดอลลาร์แล้วก็จะนำไปแลกกับธนาคารพาณิชย์จีนเป็นเงินหยวน เพื่อไว้ใช้จ่ายในการซื้อหาวัตถุดิบและชำระค่าแรงงานต่อไป ส่วนทางธนาคารพาณิชย์จีนก็จะนำเงินดอลลาร์ดังกล่าวไปแลกกับธนาคารชาติของจีนอีกต่อหนึ่ง
กล่าวกันว่าด้วยกลไกดังกล่าวทำให้ประเทศจีนสามารถสะสมทุนสำรองในรูปเงินตราต่างประเทศได้ถึงวันละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จนทำให้ตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในปี 2552 สูงถึง 2.13 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มจาก 1.86 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เมื่อมีเงินตราต่างประเทศปริมาณมหาศาลเช่นนี้แทนที่ทางการจีนจะใช้จ่ายในประเทศตัวเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีน แต่ก็กลับทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะหากรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายเช่นนั้นจริง จะเป็นปัจจัยเร่งทะยานอัตราเงินเฟ้อของประเทศแบบติดจรวด ซึ่งจะทำให้อำนาจการบริโภคที่แท้จริง (Purchasing Power) ของประชาชนลดลง และอาจจะก่อให้เกิดกระแสต่อต้านในการบริหารประเทศได้
ทางการจีนจึงจำเป็นต้องเลือกวิธีใช้เงินดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการไปลงทุนในสินทรัพย์จำพวกพันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์และในธุรกิจในต่างประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่ใช่วิธีใหม่แต่อย่างใด เพราะเป็นวิธีที่ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางหรือประเทศแถบทะเลเหนือที่ร่ำรวยจากการค้าน้ำมันเคยได้ทำมาแล้วและประสบความสำเร็จด้วยดี จีนจึงได้ใช้โมเดลการลงทุนดังกล่าวทำการกระจายการลงทุนในหลายรูปแบบด้วยการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) หลายกองทุน แต่ที่หลักๆ และเป็นที่รู้จักกันดีคือ 1.SAFE (State Administration of Foreign Exchange) และ 2.CIC (China Investment Corporation) ด้วยขนาดทุนที่มหาศาลที่ไม่ได้มีการเปิดเผยเป็นทางการ แต่คาดว่าน่าจะสูงถึง 3.471 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และ 3.324 แสนล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ ซึ่งเพียงแค่กองทุนเดียวก็มีขนาดใหญ่กว่ารายได้ประชาชาติของไทยทั้งประเทศแล้ว แต่สำหรับจีนซึ่งมีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศมากถึง 2.416 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แค่นี้รวมกันคิดเป็น 28% ของทุนสำรองเท่านั้นเอง
นโยบายการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาก็น่าสนใจเป็นอย่างมากกล่าวคือประเทศจีนเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ว่าในยุคต่อไปเงื่อนไขในการพัฒนาประเทศในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสวงหาวัตถุดิบและพลังงานมาป้อนประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการแสวงหาเทคโนโลยีการผลิตที่ดีและมีประสิทธิภาพ การลงทุนของจีนจึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมแท้จริงมากกว่าการทำกำไรระยะสั้นจากตราสารทางการเงิน ดังนั้นกลุ่มธุรกิจที่กองทุนเหล่านี้เข้าไปลงทุนจะได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การเกษตร อาหาร และพลังงาน ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันอนาคตของประเทศในการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง จากข้อมูลล่าสุดการลงทุนของกองทุนทั้งสองในบริษัทน้ำมันและบริษัทพลังงานทดแทน พบว่ามีการตกลงซื้อขายหุ้น (IPO) จากกลุ่มหลงหยวนที่เป็นแนวหน้าอันดับ 5 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเซียในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่อกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานลมคิดเป็นเม็ดเงินประมาณประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์ และการเข้าถือครองหุ้นประมาณ 20% ในบริษัท GLCPoly Energy Holdings จำกัด ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตเซลแสงอาทิตย์ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 710 ล้านดอลลาร์ และการเข้าถือหุ้นอีก 45% ของบริษัทน้ำมันโนเอลกรุ๊ปที่มีฐานการผลิตในรัสเซียด้วยเงินลงทุนราว 300 ล้านดอลลาร์ และการลงทุนซื้อหุ้นจากคาซัคแก๊สอีกราว 939 ล้านดอลลาร์ รวมถึงล่าสุดได้มีการเข้าไปเจรจากับอินโดนีเซียเพื่อขอลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการใช้เงินของจีนที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุดในระยะยาว
ในขณะที่เรากำลังมีเงินตราต่างประเทศล้นประเทศอยู่ในขณะนี้หากรัฐบาลจะลองมาหาวิธีใช้เงินเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะหากใช้วิธีคิดแบบเดิมด้วยการพยายามแทรกแซงค่าเงินให้มีเสถียรภาพแค่ในระยะสั้นนั้นประโยชน์ที่ได้รับมันน้อยนักเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องหมดไป ผมอยากจะลองเสนออย่างนี้ว่าประเทศไทยเราได้เคยพูดถึงนโยบายการสำรองน้ำมันไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน (strategic petroleum reserve) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจำเป็นต้องมีการลงทุนในการสร้างสถานที่จัดเก็บไม่ว่าจะเป็นถังเก็บบนดินหรือจะเก็บไว้ใต้ดินก็ตามที รวมทั้งการซื้อหาน้ำมันมาเติมลงในที่จัดเก็บให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่กว่าจะสร้างที่จัดเก็บเสร็จราคาน้ำมันก็วิ่งไปไกลแล้ว ทำไมเราไม่มองวิธีการง่ายๆ เช่นจีนด้วยการทำการจัดตั้งกองทุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ (Energy Security Fund) แล้วเอาไปลงทุนซื้อหุ้นของกิจการก๊าซและน้ำมันในต่างประเทศในขณะนี้ที่ราคายังไม่สูงเกินไปนักและเงินบาทเราก็แข็งค่าเช่นนี้ เม็ดเงินที่ใช้อาจจะไม่ได้มากมายเหมือนจีนแต่เราก็สามารถเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับประเทศไทยเราได้ วิธีการเช่นนี้ก็อาจจะเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานสำหรับประเทศเราในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง เพราะการสำรองน้ำมันนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องสำรองไว้แต่ในประเทศเพียงอย่างเดียว สำรองนอกประเทศเหมือนอย่างที่เรามีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้วค่อยนำมาใช้ยามจำเป็นก็ได้ครับ วันนี้ก็ขอฝากให้ลองช่วยกันคิดนะครับเผื่อจะเป็นประโยชน์ในการหาทางออกของประเทศร่วมกัน







