
เศรษฐกิจสหรัฐซึมลึกครึ่งทศวรรษไม่ใช่ล้อเล่น
มองเห็นการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวันพุธที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ขยับขึ้นราว 1%
มองเห็นการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวันพุธที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ขยับขึ้นราว 1%
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
มองเห็นการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวันพุธที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ขยับขึ้นราว 1% พร้อมทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้า งวดส่งมอบเดือน ม.ค. ไต่สูงขึ้น 2.61% ต้องยอมรับว่ามีแรงส่งจาก “สัญญาณดีทางเศรษฐกิจ”
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า เสถียรภาพอันยั่งยืน และเป็นการตัดสินใจอนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะกลับมาที่พึ่งพิงของโลกดั่งเดิม
นั่นเป็นเพียงแรงตอบรับข่าวดีในระยะสั้น จากการเปิดเผยตัวเลขอัตราการว่างงาน และการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ทว่าเมื่อมองย้อนไปดูตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ กลับไม่ได้สะดุ้งสะเทือน หรือผันผวน จากการรับรู้ถึงข่าวดีจากฝั่งสหรัฐ
สาเหตุหนึ่งเพราะสินค้าโภคภัณฑ์กลับผูกขาดความเคลื่อนไหวไว้กับความต้องการของตลาดเอเชีย และตลาดเกิดใหม่มากขึ้น
เห็นได้ว่าปัจจุบันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ มาตลอด ด้วยเพราะแรงเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งสิ้น ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐยังคงอ่อนค่าลง
จีน เป็นตัวยืนการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะโลหะมายาวแล้ว
ดังนั้น เวลานี้ปัจจัยหนึ่งเดียวที่จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เปลี่ยนแปลง หรือผันผวนได้อีกครั้งคงเป็นเรื่องของอัตราค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่ ณ ปัจจุบัน ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาก จนกระทบกับตลาดส่งออก
ก่อนที่กระทรวงแรงงานของสหรัฐจะประกาศข่าวดีเรื่องอัตราการจ้างงาน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับลดตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2010 ว่าอัตราการเติบโตจะหดเหลือเพียง 2.42.5% ยาวไปถึงปี 2011 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 3.03.6% จากเดิมที่คาดว่าอาจจะอยู่ที่ราว 3.54.2%
สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ โดย National Association for Business Economics ก็มองเศรษฐกิจของสหรัฐ ว่ายังคงมีปัจจัยลบอยู่มาก ที่ทำให้เชื่อมั่นว่า สหรัฐยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปีหน้าเช่นกัน
สาเหตุที่ฟันธงได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฝืดเคืองอีกยาว ด้วยหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งว่าจะเดินทางไปสู่จุดคลี่คลายอาจจะต้องคลำทางกันอีกกว่า 5 ปี
ประการแรก เศรษฐกิจสหรัฐบอบช้ำมากจากอัตราการว่างงานที่สูงมากติดต่อกันเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง แม้ล่าสุดจะอัตราการว่างงานจะตกลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 หลังจากที่แตะ 10% มายาวนาน และอาจจะปรับตัวดีขึ้น โดยอาจจะต่ำกว่า 9% ปีหน้า แต่ก็ยังสูงกว่าระดับมาตรฐานของสหรัฐ
ในมุมมองของผู้กุมบังเหียนอย่างเฟด มองว่าต้องใช้เวลาแก้ปัญหาเรื้อรังนี้ราว 56 ปี
ประการที่สอง แม้สหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งสักวันในอนาคตที่อาจจะไม่ใกล้ แต่ปัญหาที่กระจุกอยู่ด้านหลังคือ ภาระหนี้อันหนักหน่วงคิดไม่น้อยหน้าเป็นสัดส่วนราว 95% ของจีดีพี และยังต้องใช้เวลาตามคลี่คลายอีกสักระยะ
เออร์สกิน โบวส์ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ระบุว่า เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดจากตัวเลขหนี้ของสหรัฐก็อยู่ที่ราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะโตไปถึงล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 10 ปี
ประการที่สาม เป็นเรื่องของการใช้จ่ายล้วนๆ โดยผู้บริโภคที่สูญเสียเงินในกระเป๋าและบอบช้ำจากเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน แม้ล่าสุดตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน ต.ค. จะค่อนข้างดี นั่นเพราะมีปัจจัยในเรื่องของช่วงเทศกาลสนับสนุน มากกว่าปัจจัยเรื่องของความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
สำทับกับการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังแทบไม่ขยับ
ส่วนตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังคงเป็นด้านสดใสอยู่บ้าง คงมีเพียงดัชนีคาดการณ์การใช้จ่ายในเรื่องอุปกรณ์สำนักงาน และซอฟต์แวร์ของภาคธุรกิจ ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น สวนทางกับข้อมูลการสั่งซื้อสินค้ามูลค่าสูง เครื่องบิน รถยนต์ เครื่องใช้ภายในบ้าน ที่หดตัวอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องแปลกใจที่นักเศรษฐศาสตร์จะระบุว่า เมื่อกางแผงดัชนีเศรษฐกิจในทุกด้านเวลานี้ออกมาเทียบกับตัวเลขปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตถดถอย ตัวเลขปัจจุบันยังคงต่ำกว่าแทบทุกตัว
ทั้งนี้ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐยังคงกระท่อนกระแท่น ตราบใดที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐยังคงอ่อนค่า และดอกเบี้ยสหรัฐยังคงแตะเบรกอยู่ในระดับต่ำมาก นักลงทุนจะหันเข้ามาประเทศที่มีการสร้างผลกำไรได้พอกพูนมากกว่า และแน่นอนก็ต้องเป็นภาระของประเทศในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ที่ต้องรับมือกับปัญหาเงินทุนไหลเข้าจากฝั่งสหรัฐ รวมทั้งยุโรปต่อไป เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่วิกฤตหนี้ยุโรปจะพลิกฟื้นดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืน
อย่างน้อยเอเชียจะต้องรองรับผลกระทบจากภาวะทุนต่างชาติไหลเข้าอีกราว 1 ปี เพราะนโยบายอัดฉีดของเฟด ล่าสุดมูลค่ากว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐจะทยอยออกมาในช่วง 1 ปี
ส่วนจีนที่มองเห็น “ระเบิด” ที่สหรัฐยิงเข้าใส่ สร้างความภาวะบั่นทอนของทุนต่างชาติที่ไหลบ่าเข้าประเทศเป็นอย่างดี จึงจำเป็นต้องสั่งยาชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ
ดังนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงสิ้นปีนี้ และปีหน้าโลกอาจจะยังคงผูกความหวังกับสหรัฐไม่ได้เช่นเดิม อีกทั้งถ้าฝากความหวังว่าจะเห็นเศรษฐกิจจีนร้อนฉ่าอย่างที่ผ่านมาก็คงหมดสิ้น เพราะจีนก็ต้องควบคุมสถานการณ์ของตนเองไว้เช่นกัน
ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น ประเทศไทยที่อยู่ในกระแสคลื่น มีหรือจะหลุดรอดจากคลื่นลมแห่งเศรษฐกิจ







