
เช็กเสียง สส.-สว.
หลังจากอภิปรายมาราธอนมาร่วม 2 วัน วันที่ 25 พ.ย. เวลา 09.30 น. ประธานรัฐสภานัดลงมติว่าจะรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยจะให้สมาชิกรัฐสภา สส.และ สว.ยอดจำนวน 620 คน ลงมติแยก 4 ฉบับ
ประกอบด้วย 1.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง พร้อมรายชื่อประชาชนรวม 71,543 ชื่อ ซึ่งมีหลักการให้นำเนื้อหาส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้
2.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 102 สส.พรรคร่วมรัฐบาล มีเนื้อหาเน้นที่การเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส. จากพวงใหญ่ให้กลับไปเป็นแบบเขตเดียวคนเดียว โดยคงจำนวน 400 เขต 400 คน เท่าปัจจุบัน รวมทั้งแก้ไขมาตรา 190 ว่าด้วยระเบียบวิธีการให้รัฐสภาเห็นชอบการทำข้อตกลง หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
3.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีสองร่าง คือ ประเด็นว่าด้วยที่มา สส. ให้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากพวงใหญ่เป็นเขตเดียวคนเดียว และเปลี่ยนระบบ สส.สัดส่วน เป็นบัญชีรายชื่อ
4.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ครม. มาตรา 190 กรณีหนังสือสัญญา กรอบข้อตกลง ระหว่างประเทศที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
จุดยืนของรัฐบาลให้รับหลักการเฉพาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ของ ครม.เท่านั้น ทั้งนี้การออกเสียงจะใช้วิธีขานชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งแต่ละร่างต้องขานชื่อสมาชิกเรียงลำดับอักษร ใช้เวลาร่างละ 12 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 67 ชั่วโมง ถึงจะทราบผล
เสียงที่ต้องผ่านความเห็นชอบในขั้นรับหลักการหรือวาระแรก กำหนดว่า ต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ทั้งสองสภา หรือประมาณ 310 เสียงขึ้นไป
การออกเสียงจะใช้วิธีขานชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย หากมีเสียงเห็นชอบก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญต่อไป โดยขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภาว่าจะมีระยะเวลาพิจารณากี่วัน แต่คาดว่าคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาเสร็จในช่วงสมัยประชุมสภาสามัญครั้งหน้า ซึ่งจะเปิดในปลายเดือน ม.ค. 2554
แต่หากที่ประชุมรัฐสภามีเสียงรับหลักการไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป เมื่อนั้นกระแสต่างๆ จะกดดันมาถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่สามารถผลักดันให้รับหลักการได้







