ศาลยุติธรรมลดเสี่ยงแพร่โควิดโชว์เทคโนโลยีบริหารคดีไม่ชะงัก
ศาลยุติธรรม ชูเทคโนโลยีออนไลน์ D-Court บริหารคดีไม่ชะงัก ลดเสี่ยงแพร่โควิด คู่ความไม่ต้องมาศาล คอนเฟอเรนซ์ได้ไม่กระทบรูปคดี โฆษกศาล ระบุ ด้านสุขภาพยังไม่เคยมีรายงานบุคลากรศาลเสี่ยงติดเชื้อ ย้ำศาลเปิดทำการปกติ
เมื่อวันที่ 18 มี.ค.63 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายส่งเสริมการบริหารจัดการคดีและการบริการงานคดีกับประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่หวั่นใจของประชาชนต่อการเดินทางไปยังพื้นที่สาธารณะต่างๆ ว่า ในส่วนของศาลยุติธรรม สำนักส่งเสริมงานตุลาการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ให้คู่ความ และประชาชนที่จะต้องติดต่อราชการศาลเกี่ยวกับงานคดี ทราบถึงการส่งเสริมนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ยุคการพัฒนา D-Court เข้ามาช่วยเหลือประชาชน ได้ลดการเดินทางมาศาล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้ออีกทางหนึ่งด้วย เช่น แนวทางการไกล่เกลี่ยออนไลน์ ด้วยการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ หรือ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VDO/Web Conference) และการสื่อสารด้วยภาพและเสียงระบบ VDO call หรือ Face time ในแอพพิเคชั่นไลน์ LINE , การสืบพยานและอ่านคำพิพากษ-การผัดฟ้อง/ฝากขังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ , การติดตามผลคดีผ่านระบบ Tracking System และการขอรับไฟล์คำพิพากษารูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ CIOS ที่สามารถดำเนินการได้ใน 10 วันนับแต่การอ่านคำพิพากษา , การยื่นฟ้องแพ่ง-ส่งคำให้การคดีแพ่งออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing อย่างไรก็ดีเพื่อลดการเดินทางมาที่ศาล ถือเป็นการลดความเสี่ยง อยากเชิญชวนให้ทนายความและคู่ความใช้บริการระบบ e-filing และการติดตามสำนวน รวมถึงคัดถ่ายคำพิพากษาด้วยระบบ CIOS นี้
โดย นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงแนวทางปฏิบัติของศาลในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ว่า ขณะนี้เตรียมที่จะเผยแพร่ คำแนะนำของนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) ฉบับที่ 2 เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่มีการพัฒนาในช่วงของการเข้าสู่ D-Court มาสนับสนุนการทำงานของศาล และสร้างความสะดวกให้กับคู่ความในคดี ซึ่งสถานการณ์ช่วงนี้อาจมีปัญหา-ความกังวลต่อการเดินทางผ่านสถานที่สาธารณะที่มีคนจำนวนมาก และการต้องอยู่ในห้องพิจารณาเดียวกันกับบุคคลหลายๆ คน
ซึ่งคำแนะนำของประธานศาลฎีกาส่วนนี้ จะเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้คดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องสะดุดลง และไม่กระทบสิทธิประโยชน์ทางคดีของคู่ความด้านใดๆ จากสถานการณ์ความเสี่ยงของโรคติดต่อดังกล่าว โดยข้อแนะนำที่มี อาทิ การนั่งพิจารณาให้ผู้พิพากษาสวมหน้ากากอนามัยได้ขณะขึ้นบัลลังก์ ซึ่งข้อนี้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ก็มีมติเห็นชอบมาแล้วเช่นกัน , การให้คู่ความ ผู้ต้องหา จำเลยในคดี/ทนายความ/ประชาชนที่อยู่รวมในห้องพิจารณาคดี สามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ด้วยเช่นกัน เว้นแต่ต้องการยืนยันบุคคลระหว่างสืบพยาน หรือการบันทึกภาพเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิด
สำหรับการใช้เทคโนโลยีนั้นจะเป็นส่วนสนับสนุนด้านการดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานด้วยระบบการประชุมทางจอภาพ หรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ให้ศาลใช้ดุลยพินิจสืบพยานที่อยู่นอกศาลผ่านระบบดังกล่าวได้ ซึ่งจะช่วยลดการเดินทางมาศาล และกรณีจำเป็นสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ IT แยกคู่ความบางฝ่ายหรือพยานบางคนให้อยู่ในพื้นที่อื่นบริเวณศาลโดยไม่กระทบความได้เปรียบ-เสียเปรียบต่อสู้คดี ทั้งนี้ระบบเทคโนโลยีดังกล่าวที่ผ่านมาศาลหลายแห่งได้จัดทำไว้รองรับการเข้าสู่ยุค D-Court ปี 2563 อยู่แล้ว จึงเป็นการสิ่งที่มีอยู่มาแก้สถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการส่งเสริมการใช้ระบบยื่นฟ้องคดีแพ่ง-ส่งคำให้การ-เอกสารผ่านระบบ e-Filing เป็นต้นด้วย โดยศาลแต่ละแห่งสามารถนำ คำแนะนำประธานศาลฎีกานี้พิจารณาเป็นแนวทางปฏิบัติบริหารจัดการคดีได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นในแต่ละพื้นที่ และเป็นไปตามข้อแนะนำที่กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคประกาศเรื่องการหลีกเลี่ยงพื้นที่มีคนจำนวนมาก
ขณะที่แนวทางการดูแลสภาพแวดล้อมให้เกิดความสะอาด นายสุริยันห์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมและศาลทุกแห่งก็ดำเนินมาตรการส่งเสริมสุขภาพต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจในการสร้างความปลอดภัย เช่น ศูนย์อาหารในพื้นที่ตั้งบริเวณศาลอาญา สำนักงานศาลยุติธรรม จัดให้มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคไปแล้วเพื่อเป็นการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่จะมีผู้คนจำนวนมากมาใช้บริการ และยังมีแม่บ้านเช็ดทำความสะอาดต่อเนื่อง หรือแม้แต่ลิฟท์ทางขึ้น-ลงบริเวณอาคารศาลอาญา-สำนักงานศาลยุติธรรม ก็ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาดสม่ำเสมอเป็นการสร้างความปลอดภัย อย่างไรก็ดีตลอดช่วงสถานการณ์ที่มีข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สำนักงานศาลยุติธรรมยังไม่เคยได้รับรายงานมีบุคลาการของสำนักงานศาลยุติธรรม หรือในศาลแห่งใดติดเชื้อโรคดังกล่าว โดยเราปฏิบัติตามขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคประกาศด้วยความระวังมาตลอด และขอเรียนย้ำว่าศาลยุติธรรมทุกแห่งยังคงเปิดทำการปกติตามวัน-เวลาราชการ ไม่ได้ปิดทำการส่วนใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำแนะนําประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ฉบับแรก ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.63 ซึ่งเกี่ยวกับข้อปฏิบัติตนของข้าราชการตุลาการ (ผู้พิพากษา) เรื่องแนวทางการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดของบุคลากรที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือแวะผ่านหรือเปลี่ยนเครื่องพื้นที่ที่อาจมีความเสี่ยง เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน หลังจากที่สำนักงานศาลยุติธรรมโดยเลขาธิการสำนักงานศาลฯ ได้มีหนังสือแจ้งหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขป้องกันแพร่ระบาดในการหลีกเลี่ยงเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่จำเป็น ซึ่งหากหลีกเลี่ยงไม่ได้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเดินทางหรือแวะผ่านต่างประเทศต้องแจ้งให้พิจารณาอนุญาตจาหัวหน้าหน่วยงานและเมื่อกลับมาต้องเฝ้าติดตามอาการ


