
เอกชนร่วมต้านคอร์รัปชัน
....อรุณ จิรชวารา
คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่า เกือบตลอดสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในกรุงเทพฯ ถึง 2 งาน งานแรกเป็นการสัมมนาเต็มวันในวันอังคารที่ 9 พ.ย. 2553 เรื่องการร่วมมือของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านคอร์รัปชัน ส่วนงานที่สองเป็นการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ครั้งที่ 14 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 1013 พ.ย. 2553 มีผู้ร่วมงาน 1,500 คน จาก 135 ประเทศ
วันนี้ผมขอเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับคนไทยและประเทศไทยก็แล้วกันนะครับ
หลายเดือนก่อน ผมเคยกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วครั้งหนึ่ง ช่วงที่มีข่าวว่าธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่นับร้อยบริษัทจะมีการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ในครั้งนั้นผมได้กล่าวเป็นเชิงสรุปว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำสำเร็จ เพราะคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่มีทั้งผู้ให้และผู้รับ และตัวการสำคัญในหมู่ผู้ให้ก็คือบางบริษัทในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่นั่นเอง
ครั้งนี้ผมมีโอกาสไปร่วมสัมมนางานแรก ซึ่งมีสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยกับสภาหอการค้าไทยเป็นหัวเรือใหญ่ ก่อนไป ผมคาดหมายว่าจะมีคนไปร่วมงานคึกคัก เพราะเชื่อว่าคนใหญ่คนโตและคนมีชื่อเสียงทั้งหลายคงอยากมีภาพลักษณ์ว่ามีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่พอไปถึงงานก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่จำนวนคนไปร่วมกลับมีค่อนข้างน้อย ภายในห้องประชุมภาคเช้ามีคนนั่งฟังบางตา จนรู้สึกใจหายแทนเจ้าภาพว่า ถึงภาคบ่ายไม่รู้จะเหลือสักกี่คน
ช่วงพักทานกาแฟ คนที่ผมสนทนาด้วยตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่นับตัวแทนของ 2627 บริษัทที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และต้องขึ้นไปปรากฏตัวบนเวที จำนวนคนสนใจภายนอกจะเหลือแทบนับนิ้วมือได้
คำถามที่เกิดขึ้นในใจในขณะนั้นคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนไม่เหลืออะไรให้ต้องสนใจอีก รวมทั้งนักการเมืองกับข้าราชการที่มีส่วนร่วมในการทุจริตก็ไม่เห็นความจำเป็นในการรักษาภาพลักษณ์ เพราะไม่มีผลต่อความก้าวหน้าหรือคะแนนนิยมในพื้นที่ของตัวเองแต่ประการใด
สำหรับการประชุมนานาชาติ ซึ่งผมไม่ได้ไปร่วมงาน ผมได้พยายามลองติดตามข่าวทั้งในสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ต พบว่าแทบจะไม่มีการเสนอข่าวเรื่องนี้เลย ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่า คนไทยเห็นเรื่องคอร์รัปชันเหมือนการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือภาษี ซึ่งเป็นธรรมชาติที่หนีไม่พ้น
ผลการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจเอกชนประมาณ 1,000 ราย พบว่า กว่า 90% รู้สึกว่าคอร์รัปชันในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก และกว่า 50% รู้สึกว่าระดับคอร์รัปชันสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
อีกด้านหนึ่ง องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลจัดอันดับประจำปี 2010 ให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 78 จากทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 3.5 โดยในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา สิงคโปร์ได้รับเลือกเป็นประเทศที่โปร่งใสที่สุดในโลกร่วมกับนิวซีแลนด์และเดนมาร์ก ด้วยคะแนน 9.3 ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ค่อนไปทางท้ายในอันดับ 134 ด้วยคะแนน 2.4
ที่น่าสนใจเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ประการหนึ่งคือ ธุรกิจเอกชนในฟิลิปปินส์มีการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันมากว่า 10 ปีแล้ว และผ่านมาหลายโครงการแล้ว มีประสบการณ์มากกว่าเรามากมาย จนเราต้องเชิญมาเป็นวิทยากรในการสัมมนา
ดูตัวอย่างของฟิลิปปินส์แล้วทำให้เกิดความเป็นห่วง เกรงว่าเราก็จะเจริญรอยไปในทางเดียวกัน คือพยายามกันไป ชื่นชมกันไป แจกรางวัลกันไป แต่ภาพรวมไม่ดีขึ้น เหมือนกับอีกหลายๆ เรื่องในบ้านเมืองของเรา รวมทั้งเรื่องบรรษัทภิบาล ซึ่งล่าสุดมีผลงานวิจัยของทีดีอาร์ไอที่สรุปว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเจ้าแห่งความไม่โปร่งใส เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะทราบดีว่าเรื่องแบบนี้สำเร็จยาก แต่ผมก็เห็นด้วยกับวิทยากรท่านหนึ่งที่บอกว่า ถ้าไม่มีความพยายามเลย โอกาสที่จะสำเร็จก็ยิ่งไม่มี ทุกวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันในบ้านเราเป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่กัดกินไปทั่วทุกอวัยวะ แม้แต่โรงเรียนกับโรงพยาบาลก็ยังไม่มีการละเว้น
ผมจึงรู้สึกขอบคุณและอยากให้กำลังใจทุกคนที่มีส่วนร่วมในโครงการนี้ และพร้อมกันก็มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่อยากให้พิจารณา เผื่อจะช่วยเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จ ดังนี้
หนึ่ง ก่อนจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ ผมเสนอให้แสดงความกล้าหาญในการจัดการกันเองก่อน โดยการกลั่นกรองบริษัทและบุคคลที่อาสาเข้ามาร่วมงานให้แน่ใจว่าไม่มีความด่างพร้อย และไม่มีวาระซ่อนเร้นแอบแฝง มิฉะนั้นไม่นานความเหลวแหลกก็จะตามมา และในที่สุดทั้งหมดก็จะกลายเป็นเพียงกิจกรรมในการสร้างภาพให้กับกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการกลั่นกรอง ผมขอแนะนำวิธีที่นุ่มนวล คือให้บริษัทที่ประสงค์จะร่วมแจ้งความจำนงเข้ามาอย่างเงียบๆ หากไม่ผ่านการกลั่นกรอง ชื่อก็จะถูกเก็บเป็นความลับ ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะให้ต้องอับอายขายหน้า
สอง เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายไม่เพียงพอที่จะเป็นเครื่องยืนยันว่าโปร่งใส มีจริยธรรม และบริสุทธิ์ในเรื่องคอร์รัปชัน เพราะกฎหมายเกือบทุกฉบับมีช่องโหว่ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็นนักการเมืองเรียกร้องหรือท้าทายให้มีการแสดงใบเสร็จ
วิธีหนึ่งที่ผมเห็นประเทศที่พัฒนาแล้วนิยมใช้ คือการตรวจสอบประวัติการเสียภาษีว่าสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่หรือไม่ เราอาจเรียกร้องให้นำวิธีนี้มาใช้กับนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
สาม ดูจากสภาพสังคมปัจจุบัน ผมอยากแนะนำให้หันไปทุ่มเทให้กับการกระตุ้นความสนใจของเด็กและเยาวชน รวมทั้งการดึงให้เข้ามามีส่วนร่วม เช่นให้มีวิชาในระดับมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษาวิเคราะห์สัญญาสัมปทานและสัญญาจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เป็นต้น







