
มองคอร์รัปชันไทย (2)
อนาคตคอร์รัปชันไทย
อนาคตคอร์รัปชันไทย
โดย..พลเดช ปิ่นประทีป
เป็นที่น่าชื่นชมในความพยายามของ ป.ป.ช.ที่จะแก้ภาพลักษณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต ครั้งที่ 14 (IACC) และการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต 2551-2555 ให้เป็นแม่บทการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วนคือรูปธรรมส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ
สังคมไทยมักมีข้อจำกัดในขั้นตอนดำเนินการและบริหารจัดการอยู่เสมอ เรามีรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ดีมากมายแต่จอดที่การบังคับใช้ เรามีแผนพัฒนปาระเทศที่สวยหรูให้สามารถค้นคว้าอ้างอิงเยอะแต่ทำไม่ได้ตามนั้นและก่อผลกระทบข้างคียงเต็มไปหมด แผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็อยู่ในภาวะแบบเดียวกัน
ระหว่างปี 2546-2550 ป.ป.ช.มีภาระคดีเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งของเก่าและของใหม่รวมกัน เฉลี่ย 10,270 คดี/ปี การบริหารจัดการคดีต่างๆ เป็นไปอย่างไม่ทันสถานการณ์ ยอดคดีที่เหลือค้างและสะสมปีต่อไปเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จากปี 2546 มี 4,975 คดี ถึงปี 2550 เป็น 11,578 คดี สภาวะคดีเข้ามากกว่าออกเช่นนี้มองไม่เห็นอนาคตเลยว่าจะจบลงตรงไหน
ต่อมาปี 2550 มีการตั้งหน่วยงาน ป.ป.ท. (สำนักงานงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระดังกล่าวไปครึ่งค่อน แต่สถานการณ์ก็ยังคงวนกลับมาแบบเดิมอีก และก็เป็นเหมือนกันทั้ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพราะกรอบแนวคิดและประสิทธิภาพการบริหารจัดการยังคงแบบเดิมทุกประการ
นักวิชาการและกลุ่มกดดันทางสังคมส่วนหนึ่งมองไม่เห็นประเด็นนี้ จึงพากันเรียกร้องการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจะได้เกรงกลัวและหลาบจำ แต่เปล่าครับคนโกงยิ่งเกิดขึ้นยั้วเยี้ยไปหมดเพราะกว่าจะตัดสินคดีได้ บางคนตาย บางคนหนี บางคนใช้เงินหมดไปแล้ว
การมุ่งตัดสินคดีให้ หนักหน่วง แต่เชื่องช้าและเงียบเชียบ นั้น พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล ผมคิดว่าการลงโทษที่ รวดเร็ว และ สังคมฮือฮา น่าจะได้ผลชะงัดกว่า เพราะแม้มาตรการทางกฎหมายจะลงโทษไม่แรงแต่มาตรการทางสังคมจะสานต่อได้ถนัดขึ้น เด็กๆ จะได้เห็นตัวอย่างของจริง ไม่ใช่สอนคุณธรรม จริยธรรมกันในห้อง ส่วนโลกความจริงที่เด็กเห็นเป็นตรงข้ามหมด
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันผมมองภาพแนวโน้มอนาคตคอร์รัปชันไทยเป็น 3 แบบ
แบบที่ 1 สังคมทนทานคอร์รัปชันต่อไปเหมือน “สีทนได้”
ใครที่เคยชมภาพยนตร์โฆษณาสีทาบ้านยี่ห้อหนึ่งที่คุยว่าของเขาเป็นสีที่ทนทานที่สุดต่อทุกสภาพการขีดข่วน ดูแนวโน้มทัศนคติ-ค่านิยมคนไทยในภาพรวมแล้วเป็นไปได้มากว่าภายใน 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยยังน่าจะทนต่อคอร์รัปชันได้อย่างสบายๆ เหมือน “สีทนได้” แบบที่ว่า
นักการเมืองและข้าราชการขี้โกง ถ้าฉลาดหน่อยก็อาจราไฟลงหน่อย เป็นต้นว่าที่เรียกเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาถึง 30,40 แล้วก็ผ่อนกันลงบ้าง อย่าให้ถึง 50 อย่าให้กระแสความรู้สึกคนไทยพลุ่งเป็นน้ำเดือดเสียก่อน ลดความมูมมาม-โฉ่งฉ่างลง กระจายวันที่ได้ออกไปบ้าง เท่านี้คนไทยทนได้แน่นอน
แบบที่ 2 หน่วยงานปราบคอร์รัปชันเกิดปฏิวัติตัวเอง มีความเฉียบขาดขึ้นราว “ปาฏิหาริย์”
หมายถึง หน่วยงานปราบคอร์รัปชันที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทั้งหลาย ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น ปปช., สตง., กกต., ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ, ผู้ตรวจแผ่นดิน และที่เป็นกลไกราชการเช่น ปปท., ดีเอสไอ, ปปง., ปปส.
เกิดได้คนที่ “ของขึ้น” เข้าไปขับเคลื่อนพร้อมหน้าพร้อมตากัน ต่างคนต่างปฏิวัติวิธีคิด วิธีทำงานในหน่วยงานตน รู้จักใช้เครื่องมือและกฎหมายเท่าที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผลโดยไม่เสียเวลารอของใหม่จากรัฐสภา มีทักษะการวางแผนและบริหารจัดการแบบใหม่ สะสางคดีทุจริตจนลุล่วงไป โชว์ผลงาน “เชือดคนโกง” ให้เห็นทุกเดือนทุกสัปดาห์จนเป็นที่ฮือฮา จนทำให้เกิดกระแสสำนึกของสังคมเริ่มตีกลับจากหดหู่-ยอมจำนนต่อคอร์รัปชันก็เริ่มมีกำลังใจและร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น
ของพรรค์นี้มิใช่จะเกิดไม่ได้ในเมืองไทย ดูตัวอย่างการวางระเบิดตัวเองที่เมตตาแมนชั่นซิครับ
แบบที่ 3 ผู้ไม่ยอมทนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้น “สร้างการเปลี่ยนแปลง”
ระดับความทนทานและความตื่นตัวของคนไทยไม่ได้เหมือนกันหมด การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ มักเกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีคุณภาพและศักยภาพสูงก่อตัวขึ้นก่อน ถึงจังหวะหนึ่งสังคมส่วนใหญ่จึงเข้าหนุนจนนำมาสู่ความพลิกผัน
ตัวอย่างการรวมตัวของข้าราชการเกษียณอายุของกระทรวงมหาดไทยที่ลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีและแบบแผนประเพณีบางอย่างในองค์กรน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดี
ปัจจุบันผู้ไม่ยอมทนต่อคอร์รัปชันนั้นมีไม่น้อย แต่ขาดการเชื่อมโยงพลังและการจัดการอย่างมียุทธศาสตร์-ยุทธวิธี บางทีเราอาจเห็นการลุกขึ้นมาตีฝ่าวงล้อม เผชิญหน้าคอร์รัปชันของกลุ่มคนเหล่านี้







