posttoday
ไฟไหม้เรือสินค้าที่แหลมฉบังเกิดจากสารเคมีอันตราย

ไฟไหม้เรือสินค้าที่แหลมฉบังเกิดจากสารเคมีอันตราย

30 พฤษภาคม 2562

ชลบุรี-รมช.คมนาคมตรวจเหตุไฟไหม้เรือสินค้าแหลมฉบังชี้ต้นเพลิงเกิดจากแคลเซียมไฮโปรคลอไรด์ซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายจี้ตรวจสอบเจ้าของสินค้าไม่แจ้งข้อมูลที่ชัดเจน

ชลบุรี-รมช.คมนาคมตรวจเหตุไฟไหม้เรือสินค้าแหลมฉบังชี้ต้นเพลิงเกิดจากแคลเซียมไฮโปรคลอไรด์ซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายจี้ตรวจสอบเจ้าของสินค้าไม่แจ้งข้อมูลที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.62 นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะลงพื้นที่ ท่าเรือแหลมฉบัง ติดตามตามเหตุ ระเบิดเพลิงไหม้บนเรือสินค้า KMTC HONGKONG ณ ท่าเทียบเรือ บริษัท ไทยแหลมฉบัง เทอร์มินัล จากัด (ท่าเทียบเรือ A2) หลังเกิดเหตุเมื่อเวลา 06.35 น. ของวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 โดยมี นายสมศักดิ์ ห่มม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า ,เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการท่าเรือแห่งประเทศ , เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดให้คณะได้รับทราบ

นายไพรินทร์ กล่าวถึง เหตุการณ์ระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ที่ท่าเรือ A2 ท่าเรือแหลมฉบังนั้น สาเหตุเกิดจากสารเคมีอันตราย คือ แคลเซียมไฮโปรคลอไรด์ ซึ่งเป็นสารเคมีฟอกขาว โดยสารเคมีดังกล่าวมาอยู่บนเรือ จำนวน 13 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่ไม่ได้มาส่งขึ้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ที่สำคัญเจ้าของสินค้าไม่ได้แจ้งว่าเป็นสารอันตราย ทำให้ไม่มีใครทราบว่ามีสารเคมีอันตรายอยู่บนเรือลำดังกล่าว

ขณะนี้ จะต้องดำเนินการตรวจสอบว่าสินค้าดังกล่าว ถึงแม้เป็นสินค้าผ่านท่า แต่ถ้าเป็นสินค้าอันตราย ควรจะต้องแจ้ง โดยแม้สารอันตรายดังกล่าวจะอยู่ในระวางเรือแล้ว และจะมีการส่งต่อไปที่ท่าเรือบริษัทยูนิไทย จ.สมุทรปราการ ก็ตามแต่มาเกิดระเบิดเสียก่อน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพื่อสืบหาความจริงว่าทำไม สารเคมีดังกล่าวจึงเกิดระเบิดได้ ที่สำคัญการระเบิดครั้งนี้มีความรุนแรงอย่างมาก ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ 1 ใบ กระเด็นตกทะเลด้วย

นายไพรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสารเคมีดังกล่าว เมื่อเกิดการสลายตัวทำให้เกิดกลุ่มควันสีขาว ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มสารคลอรีนและเป็นสารเคมีอันตรายที่ระคายเคืองเยื่อบุจมูก และ ทางเดินหายใจ แม้สารดังกล่าวไม่ใช่สารอันตรายจำพวกที่ก่อให้เกิดมะเร็งก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสารเคมีถูกกระแสลมพัดเข้าสู่ชุมชนใกล้จุดเกิดเหตุ ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบหลายราย แต่ได้ส่งตัวไปทำการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆแล้ว แต่เหลือเพียงรายเดียวที่ยังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลในอำเภอศรีราชาขณะนี้

หลังจากนี้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ,กรมเจ้าท่า และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แหลมฉบัง จะต้องนำหลักฐานเพื่อไปดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำผิดในเรื่องนี้ต่อไป

“เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง จึงขอให้ครั้งนี้เป็นบทเรียน เพื่อนำบทเรียนในครั้งนี้ไป เป็นแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก โดยเฉพาะกรณีพิธีการนำเข้าส่งออก และการแจ้งประเภทของสินค้า เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังใหญ่ขึ้นกว่าเท่าตัว ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนและจะต้องร่วมมือระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก “ นายไพรินทร์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ไม่มีการแจ้งสินค้าอันตรายที่นำเข้ามานั้น เนื่องจากตู้สินค้าเหล่านี้ไม่ได้ลงที่ท่าเรือแหลมฉบัง จึงไม่มีการแจ้ง แต่เมื่อมาตรวจสอบในภายหลังพบว่าเป็นสินค้าอันตราย ซึ่งจะมีการระบุเบอร์กำกับไว้อย่างชัดเจน ซึ่งในครั้งนี้มาทราบในภายหลัง แต่ก็สามารถบริหารจัดการได้ทันท่วงที แต่อย่างไรก็ตามได้กำชับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และกรมเจ้าท่า ให้วางกฎระเบียบให้เข้มงวดและมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นายไพรินทร์ กล่าวว่า สำหรับสินค้าดังกล่าว เป็นสินค้านำเข้าจากประเทศจีน และใช้สายเดินเรือจากประเทศเกาหลี มาที่ท่าเรือ A2 โดยจำนวน 13 ตู้คอนเทนเนอร์ จะไปลงที่บริษัทยูนิไทย จ.สมุทรปราการ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนำสารดังกล่าวไปใช้ทำอะไร แต่ตามปกติแล้ว สารแคลเซียมไฮโปรคลอไรด์นั้น จะนำนำไปใช้ในอุตสาหกรรมฟอกขาว แต่ครั้งนี้มีการนำเข้ามาเป็นจำนวนมาก กว่า 300 ตัน ดังนั้นจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งกับผู้นำเข้าและผู้ส่งสินค้าต่อไป

เบื้องต้น สายเรือเป็นผู้นำส่งสินค้า ดังนั้นสายเรือจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขณะนี้ทราบว่าทางประกันภัยของสายเรือได้เข้ามาดำเนินการแล้ว ซึ่งความเสียหายนั้น เกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชน ,เสียหายต่อสินค้าที่อยู่ในรัศมีระเบิดและรถยนต์ที่เตรียมส่งออกหลาย 100 คัน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

นายไพรินทร์ กล่าวว่า สำหรับน้ำที่ใช้ในการดับเพลิงและโฟมนั้น ถือว่ามีสารเคมีปนเปื้อน และอยู่ใต้ระวางเรือ ซึ่งขณะนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ประสานบริษัทกำจัด เพื่อนำน้ำที่อยู่ใต้ท้องเรือประมาณ 3,500 ตัน ไปบำบัดให้ถูกต้องตามกระบวนการต่อไป

สำหรับขั้นตอนการขนส่งสินค้านั้น โดยถ้าเป็นสินค้าทั่วไป หากลงท่าไหนก็ต้องแจ้งท่าเรือนั้น แต่ถ้าเป็นสินค้าอันตราย ถ้าไม่แจ้งมายังต้นทาง ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว เพราะถ้าแจ้งอย่างถูกต้อง การวางตู้สินค้าก็จะไม่เหมือนกัน แต่ในครั้งนี้สินค้าอันตรายกลับไปวางไว้ใต้ระวางเรือ ซึ่งตามปกติแล้วจะต้องวางอยู่ด้านระวางเรือบนเท่านั้น

ด้านพ.ต.อ.ปรีชา สมสถาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ระบุว่า ขณะนี้ได้กักตัวกัปตันและลูกเรือชาวเกาหลีใต้ทั้งหมดไว้บนเรือที่เกิดเหตุแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ โดยกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 100 ปาก ซึ่งขณะนี้ต้องรอให้กองพิสูจน์หลักฐานมาเก็บรายละเอียดบนเรือให้ครบถ้วนทั้งหมดก่อน

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้