posttoday
คนกรุงเก่า-อ่างทอง อ้อนรัฐบาลทุ่มงบ ผุดเมกะโปรเจกต์แก้น้ำท่วมภาคกลาง

คนกรุงเก่า-อ่างทอง อ้อนรัฐบาลทุ่มงบ ผุดเมกะโปรเจกต์แก้น้ำท่วมภาคกลาง

08 พฤศจิกายน 2553

รัฐบาลต้องกล้าที่จะทุ่มงบมหาศาลเดินหน้าทำโครงการขนาดใหญ่เพื่อป้องกันน้ำท่วมเขตภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ หากรัฐบาลยังใช้พื้นที่ภาคกลางแบกรับภาระน้ำท่วมแทนคนกรุงเทพฯ โดยไม่มีการออกมาตรการแก้ปัญหาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จะสร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ และเกิดความแตกแยกทางสังคมอย่างใหญ่หลวงในอนาคต

ชาตรี อยู่ประเสริฐ รองนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องกล้าทุ่มงบมหาศาลทำโครงการขนาดใหญ่เพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตภาคกลาง เช่น โครงการจุดแม่น้ำเจ้าพระยา 2 และแม่น้ำป่าสัก 2 เพื่อช่วยลดภาระการแบกรับน้ำของคนภาคกลาง และลดปัญหาจากภาวะน้ำท่วม เพราะคนภาคกลางก็เป็นคนไทยเหมือนกัน และเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทำเส้นทางน้ำไหลลงทะเลโดยเร็วที่สุด หากไม่ต้องการเห็นเศรษฐกิจเสียหาย และสร้างความแตกแยกในสังคมไปมากกว่านี้ รัฐบาลต้องปกป้องประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด

ขณะที่ สุรเชษฐ์ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง กล่าวว่า น้ำท่วมในเขตชลประทาน หรือในทุ่ง จ.อ่างทอง มีหลายพื้นที่ ทั้งในเขต อ.วิเศษชัยชาญ แสวงหา โพธิ์ทอง ไชโย และป่าโมก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ค่อยประสบปัญหาน้ำท่วม ยกเว้นเกิดน้ำเหนือไหลเหมือนเมื่อปี 2549 ซึ่งก็สร้างความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตรจำนวนมาก รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด เพื่อยับยั้งความเดือดร้อนของชาวบ้าน และพื้นที่การเกษตรเสียหาย แม้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากก็ต้องทำ

ทางด้าน สมจิตร วงศ์คำหาญ อยู่บ้านเลขที่ 14/1 หมู่ 2 ต.โรงช้าง อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำเกษตร 3 ประเภท คือ ทำนา 30 ไร่ แต่น้ำท่วมนาล่มทั้งหมด ทำโรงเพาะเห็ด 3 โรง เสียหายทั้งหมด และทำแปลงสวนผักอีก 5 ไร่ เสียหายทั้งหมด ตอนนี้เป็นหนี้สิน ธ.ก.ส. จำนวน 1 แสนบาท หนี้สินกองทุนหมู่บ้าน 1 หมื่นบาท และหนี้สินนอกระบบ 2 แสนบาท ทั้งหมดกู้มาทำทุนเพาะปลูก แต่เมื่อน้ำท่วมทุกอย่างเสียหายหมด ไม่มีอะไรไปขายเพื่อหาเงินมาใช้หนี้สิน และก็ไม่รู้ว่าในการลงทุนเพาะปลูกรอบใหม่หลังน้ำลดจะเอาเงินที่ไหนไปทำทุนต่อไป เพราะหนี้เก่าก็ยังไม่ได้ใช้ เงินทุนใหม่ก็ไม่มี ก็ปลงกับชีวิตเหมือนกัน

“คนบ้านนอกแบบผม ก็คือคนบ้านนอก เขาดันน้ำเข้ามาในนาในทุ่ง นาเราก็ล่มจะไปพูดเรียกร้องบุญคุณจากคนเมืองหลวงเขาได้อย่างไร เมืองหลวงสำคัญ คนบ้านนอกแบบผมจะมีค่าอะไร ผมก็คนบ้านนอกใช้แต่แรงกายในการทำนา ไม่มีสมองไปต่อรองหรือเรียกร้องอะไรจากเขาหรอก” สมจิตร กล่าวอย่างหมดอาลัยกับชีวิต

วิเชียร พวงลำเจียก อุปนายกสมาคมชาวนาไทยและประธานกลุ่มเกษตรกร จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับพื้นที่การเกษตรและธุรกิจการเกษตรที่อยู่ในพื้นที่เขตชลประทานหรือในทุ่งนามีจำนวนมาก โดยที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีความเสียหายแล้ว 372,465 ไร่ สัตว์ล้มตายไป 257,485 ตัว ในส่วนของพื้นที่นาหรือพื้นที่ไร่นั้นหากคิดคำนวณตามที่รัฐบาลคิดเป็นไร่นั้นก็พอคิดคำนวณได้

อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ประมง พื้นที่เลี้ยงไก่ หมู หรือพื้นที่สวนเกษตร เช่น สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ หรือสวนไม้ราคาแพง จะมาคิดเป็นไร่ไม่ได้ เพราะพื้นที่ 1 ไร่ เกษตรกรเหล่านี้ลงทุนเป็นล้านบาท ไม่ได้ลงทุนเพียง 4,0005,000 บาทเท่านั้น

ดังนั้น ธุรกิจเกษตรเหล่านี้รัฐบาลต้องหาทางช่วยเหลือค่าเสียหายเช่นกัน เพราะหากยึดถือความช่วยเหลือนาข้าวอัตรา 2,098 บาทต่อไร่ พืชไร่อัตรา 2,229 บาทต่อไร่ และพืชสวน 4,047 บาทต่อไร่นั้น ไม่เพียงพอแน่นอน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน