posttoday
หายนะของประเทศชาติ อันเนื่องจากนโยบายบริจาคหนังสือเสรี

หายนะของประเทศชาติ อันเนื่องจากนโยบายบริจาคหนังสือเสรี

08 พฤศจิกายน 2553

....มกุฏ อรฤดี/มูฮมัด บิน มูเดอ

ในประเทศที่เจริญแล้ว การคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ดำเนินงานด้านนี้ต้องศึกษา อย่างต่ำสุดก็ระดับปริญญาตรี และเห็นสำคัญจนมีหลักสูตรปริญญาเอก จนสูงกว่าปริญญาเอกด้วยซ้ำ มีแต่ประเทศป่าเถื่อนเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ส่งหนังสืออะไรก็ได้ไปบริจาคตามโรงเรียน โดยไม่มีระเบียบหรือระบบวิธีคัดเลือก กลั่นกรองอย่างถี่ถ้วน และขณะนี้รัฐบาลของไทยพยายามให้ประเทศของตนติดอยู่ในรายการชาติป่าเถื่อนอันดับหนึ่ง

 

รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี หลงเชื่อไปว่า การเปิดโอกาสให้คนในชาติบริจาคหนังสืออย่างเสรีโดยวิธีหักภาษีเงินได้ประจำปีเป็นสิ่งล่อนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ คือ

“เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต โดยจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการซื้อหนังสือบริจาคให้แก่สถาบันการศึกษาของราชการและเอกชนเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างทั่วถึง มาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหาหนังสือเข้าสู่หอสมุด ห้องสมุดหรือแหล่งหนังสืออื่น” ช่างเป็นความหวังที่น่าอับอายขายหน้าประชาชาวโลกทั้งหลายเสียเหลือเกิน

เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลและมีนโยบายจะให้คนของตนอ่านหนังสือ รัฐบาลต้องรับเป็นภาระและจำต้องหาหนังสือมาให้จงได้ ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบให้ประชาชนด้วยวิธีมักง่าย คือขอรับบริจาค เช่นเดียวกับการบริจาคอื่นๆ จนสังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการบริจาค และมีผู้ปรารถนาดีทำมาหากินจากการบริจาคจนเต็มบ้านเต็มเมือง จนกระทั่งประชาชนพลเมืองจำนวนไม่น้อยมีชีวิตอยู่ด้วยแนวคิดรอการบริจาค

กรณีนี้รัฐบาลก็กำลังหากินกับวัฒนธรรมการบริจาคอย่างมักง่ายจนลืมไปว่า “ระบบหนังสือและการอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญชนิดคอขาดบาดตายที่ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนในโลกปล่อยให้ตกอยู่ในมือของ “ใครก็ไม่รู้” เพียงสักแต่ว่ามีเงินก็บริจาคหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศได้ จะยัดไส้อะไรอย่างไรหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้าในรูปแบบเลวทรามอันจะส่งผลเสียต่อเด็กและเยาวชนของชาติเพียงไหนก็ไม่สนใจ

รัฐบาลควรจะต้องรู้และจำเป็นต้องรู้ว่า หนังสือ เป็นสิ่งที่จะรับบริจาคกันมั่วๆ ไม่ได้

เพราะหากหนังสือในห้องสมุดเอนเอียงไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง หรือซ่อนเร้นครอบงำด้วยข้อมูลผิดพลาดอันจะส่งผลเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมอาจหมายถึงความมั่นคงของประเทศชาติจะง่อนแง่นไปได้ทันที และยากจะแก้ไข เพราะหนังสือแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตจิตใจและความเชื่อความนึกคิดของผู้คนได้รวดเร็ว แนบแน่นที่สุด

อย่าลืมว่า หนังสือไม่ใช่ปลากระป๋อง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และไม่ใช่ ไข่เค็ม ที่จะบริจาคกันในยามอุทกภัย ซึ่งหากเป็นปลากระป๋องหมดอายุ หรือบะหมี่เสื่อมสภาพ หรือไข่เค็มเน่า ผู้บริโภคก็เพียงท้องเสีย แต่หนังสือเสียๆ เนื้อหาเน่าๆ จะทำร้ายและทำลายเด็กและเยาวชนของชาติได้ตลอดกาล แล้วหากประเทศชาติเต็มไปด้วยเด็กและเยาวชนเน่าๆ เสียๆ เล่า ความฉิบหายจะเกิดขึ้นเพียงไหน

รัฐบาลต้องคิดให้ไกล ให้ยาว ไม่ใช่คิดเห็นแก่ได้อย่างตื้นๆ เหมือนคนขอทานข้างถนนที่มีนโยบายแบมือขอไปวันๆ หากจะเปลี่ยนนโยบายบ้างก็เพียงเปลี่ยนถิ่นเปลี่ยนที่ เปลี่ยนรูปแบบการขอหรือภาชนะที่ใช้ขอเท่านั้น แต่วิธีคิดก็เหมือนเดิม คือ รับบริจาค

นอกจากความไร้เดียงสาเรื่องการบริหารระบบหนังสือและการเรียนรู้ของชาติแล้ว คณะรัฐมนตรียังแสดงให้เห็นความอ่อนด้อยในการพิจารณาเรื่องสำคัญของชาติด้วยพร้อมๆ กัน ดังปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นว่าเป็นมาตรการเบื้องต้นที่ไม่มีผลกระทบที่จะทำให้คนไทยอ่านหนังสือและซื้อหนังสือราคาถูกมากยิ่งขึ้น” รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวอีกว่า ตนได้เสนอในที่ประชุม ครม.ว่า “หากกระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องการลดหย่อนภาษีกระดาษและปรับเปลี่ยนฐานภาษีโดยคิดภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 จะมีผลโดยตรงที่จะทำให้ราคาหนังสือลดลงได้ ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะสามารถซื้อหนังสือราคาถูก ตลอดจนยังทำให้มีการซื้อและบริจาคหนังสือมากขึ้นด้วย”

คำถามแรกคือ เมื่อรู้ว่าไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย แล้วจะดึงดันทำไปทำไม

คำถามที่สอง ตรรกที่ว่า เมื่อหนังสือราคาถูกลงจะมีคนซื้อหนังสือเพิ่มขึ้นนั้น เป็นวิธีคิดที่ได้ข้อมูลจากงานลดราคาหนังสือแห่งชาติและระดับชาติ ที่คนแห่กันไปซื้อหนังสือลดราคา แต่ไม่ได้มองจากข้อเท็จจริงที่ว่า

ระบบหนังสือของชาติไม่ใช่การซื้อหนังสือเป็นหลัก แต่ต้องเน้นการบริการหนังสือสาธารณะ หรือก็คือการที่คนทั้งประเทศมีโอกาสและมีสิทธิอ่านหนังสือตามความต้องการได้ทัดเทียมกัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดการ แต่ไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าให้หนังสือราคาถูกเพื่อคนจะซื้อกันมากๆ หรือให้คนซื้อหนังสือบริจาคมากๆ นั่นเป็นวิธีคิดของพ่อค้าขายสินค้า ไม่ใช่แนวคิดระบบหนังสือของชาติ

“ระบบหนังสือ” และ “บริการหนังสือสาธารณะ” หรือ “ระบบหนังสือสาธารณะ” คืออะไร รัฐบาลรู้จักหรือไม่

ถ้ารัฐบาลซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีตั้งหลายสิบคน ออกจะงุนงงและมืดแปดด้านเรื่องระบบหนังสือและการอ่านของชาติ กระทั่งไม่เคยคิดไม่เคยรู้เลยว่า ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแนวคิดนี้มีอะไรบ้างก็ขอให้ลองพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

1.เด็กจะถูกนักการเมืองครอบงำด้วยหนังสือบริจาคที่ดำเนินการอย่างแยบยลและซับซ้อน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎหมายนี้ เพื่อหาเสียงผ่านเด็กโดยไม่ต้องเสียเงิน ไม่สนใจไยดีว่าภาระหนักจะตกแก่เด็กอย่างไร หรือเด็กจะต้องเผชิญอันตรายจากหนังสือบริจาคที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นพิษเป็นภัยต่อวัยเด็กอย่างไร เพียงเห็นว่าเป็นช่องทางในการหาเสียงก็พอแล้ว

2.บริษัทธุรกิจจะครอบงำเด็กเพื่อขายหนังสือหรือสินค้าของตน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่ใช้เส้นสนกลในผ่านคนของนักการเมืองหรือคนของรัฐบาลและข้าราชการบางกลุ่ม

3.เด็กและเยาวชนจะเติบโตขึ้นมาอย่างบริโภคนิยมและเห็นแก่ได้ ด้วยการตกเป็นทาสของสื่อโฆษณาที่แฝงมาในสมุดบันทึกการอ่าน ทั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆและบริษัทที่ใช้กลโกงด้านตลาดแทรกสื่อโฆษณาในหนังสือบริจาค

4.ปัญหาการบริหารและจัดการหนังสือบริจาคที่อาจจะมีปริมาณมากจนล้นในบางแห่ง กรณีนี้จะต้องใช้กำลังคนอย่างมหาศาลเพื่อจัดการคัดเลือกหนังสือบริจาคในปลายทางทุกแห่ง แทนที่จะประหยัดงบประมาณเรื่องหนังสือ กลับต้องเพิ่มงบประมาณจ้างคนคัดหนังสือและเสียค่าขนย้าย

5.ปัญหาการแยกประเภทหนังสือที่ไม่เหมาะแก่วัยของนักเรียนในโรงเรียนที่ได้รับบริจาค กรณีนี้หากแยกหนังสือไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่ของเด็กได้ทันก็ดีไป แต่ถ้าแยกไม่ทันหรือล่าช้าก็เท่ากับส่งยาพิษไปให้เด็กเสพนั่นเอง

6.ชาติศัตรูของประเทศไทยจะยึดครองประเทศไทยได้ก็เพียงผลิตหนังสือตามความประสงค์ แจกจ่ายไปยังโรงเรียนต่างๆ ภายใน 10 ปี ก็ครอบงำคนไทยและยึดครองประเทศไทยได้ อย่างน้อยก็ในด้านจิตวิทยาและส่งผลทางการค้าหรือการเมืองตามมา (วิธีนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้ด้วยการผลิตหนังสือและนิตยสาร JAPAN PICTORIAL เผยแพร่ทั่วโลก ถ้าจำไม่ผิด 27 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย ก่อนประกาศสงคราม 10 ปี และได้ผลในการทำให้คนเกือบครึ่งค่อนโลกในขณะนั้นชื่นชมยกย่องและชมชอบญี่ปุ่น)

7.การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจีนในสมัยประธานเหมาเจ๋อตงก็ใช้วิธีเผยแพร่ความคิดลัทธิความเชื่อด้วยหนังสืออย่างแพร่ หลายจริงจัง ทั้งหนังสือลัทธิโดยตรงและแนวคิดลัทธิโดยแทรกหรือผ่านเนื้อหาหลักในหนังสือประเภทอื่น เช่น นวนิยาย สารคดี กวีนิพนธ์ บทความ และหนังสือประกอบการเรียนการสอนทุกระดับ (ความข้อนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทยเพียงแต่เล่าให้คนของรัฐบาลฟังเล่นๆ)

รัฐบาลควรจะเรียนรู้ว่า หนังสือเป็นสื่อที่ควบคุมยากที่สุด เพราะไม่อาจมีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานมากพอจะมาตรวจสอบหนังสือบริจาคซึ่งจะล้นทะลักจากโกดังต่างๆไปสู่มือของเด็กและเยาวชนซึ่งยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ตัดสินใจเองไม่ได้ แต่ต้องตกอยู่ท่ามกลางกระแสหนังสือบริจาคเหมือนคลื่นน้ำป่าท่วมโถมเข้าใส่

รัฐบาลควรต้องศึกษาว่า การจะแก้ปัญหาการอ่านของชาตินั้น หากไม่เริ่มด้วยระบบ ทุกสิ่งทุกอย่างจะสะเปะสะปะ และสูญเปล่าจนถึงขั้นสูญเสียแม้กระทั่งสูญสิ้น ถึงขั้นสิ้นชาติก็ได้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI