
พิษฝุ่นพุ่งทำอายุสั้นลงเกือบปี
แพทย์ มช.เผยค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นทำอายุขัยสั้นลงเกือบปี เรียกร้องรัฐบาลปรับค่ามาตรฐานใหม่ตามองค์การอนามัยโลกเหลือ10มคก./ลบ.ม. ช่วยอายุยืนขึ้น
แพทย์ มช.เผยค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นทำอายุขัยสั้นลงเกือบปี เรียกร้องรัฐบาลปรับค่ามาตรฐานใหม่ตามองค์การอนามัยโลกเหลือ10มคก./ลบ.ม. ช่วยอายุยืนขึ้น
นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือมีมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว และมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มขึ้น มาตรการที่ใช้อยู่ยังไม่เพียงพอ หรือเรียกว่าล้มเหลว ซึ่งค่าฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ทำให้อายุขัยสั้นลง ซึ่งมีการศึกษาจากประเทศจีนว่า ฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)/ปี จะทำให้อายุสั้นลง 0.98 ปี หากเทียบกับจำนวนประชากรโลกที่มีหลายพันล้านคน ก็พบว่า ประชากรโลกอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 1.8 ปี
ขณะที่อินเดียอายุขัยสั้นลง 6 ปี ส่วนไทยพบว่า จ.พะเยา ที่มีปัญหาฝุ่นควันพิษอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 5.6 ปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยได้ยินจากภาครัฐเลย ส่วนสาเหตุที่ทำให้อายุขัยสั้นลง มาจากการตายของหลายโรคที่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูเอชโอ) เอามาเป็นตัวชี้วัด คือ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน โรคมะเร็งปอด และโรคปอดบวม ซึ่ง 4 โรคดังกล่าวติด 5 อันดับตายสูงสุดของประเทศไทย รองจากอุบัติเหตุ และมีสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศ อย่างของประเทศไทยก็จะชัดเจนว่า การเสียชีวิตจากมะเร็งปอด ภาคเหนือตอนบนตายมากสุด ภาคใต้น้อยที่สุด ซึ่งถือว่ามีความสัมพันธ์กับการจุดเผา
ทั้งนี้ ด้านที่ 2 การเสียชีวิตรายวันที่เพิ่มขึ้นได้มีการศึกษาในปี 2016-2018 โดยพบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม. คนเชียงใหม่มีอัตราการเสียชีวิตรายวันโดยไม่ทราบสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุและการฆาตกรรมเพิ่มขึ้น 1.6% ใน 1 สัปดาห์ เฉพาะที่ อ.เชียงดาว ตายรายวันเพิ่มขึ้น 3.5% ผู้ป่วยแอดมิด โรงพยาบาลเชียงดาว เนื่องจากนอนรักษาโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศ สัมผัสทั้งวันทั้งคืน อัตราเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 15% ในทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม.ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ด้านที่ 3 การเจ็บป่วยรุนแรงที่สูงขึ้น ทั้งโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดอักเสบ หลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ที่กำเริบต้องมาโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งปัญหาคือ การกำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 และดัชนีคุณภาพอากาศของไทยยังต่ำกว่าองค์การอนามัยโลก ทั้งที่เราก็มีปอดเหมือนคนต่างชาติทั่วๆ ไป เช่นนี้เหมือนเอาใจภาครัฐ เศรษฐกิจ มากกว่าสุขภาพของประชาชน และเป็นการลวงให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ยังไม่อันตราย ทำให้ประชาชนไม่ป้องกันสุขภาพ
นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ เปิดเผยว่า ไทยต้องปรับเกณฑ์มาตรฐานใหม่ตามองค์การอนามัยโลกประกาศค่าปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนมากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายวันต้องไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีต้องไม่เกิน 10 มคก./ลบ.ม. ซึ่งประเทศสมาชิกควรใช้ตามมาตรฐานดังกล่าว ส่วนไทยสูงกว่า 2 เท่า โดยไทยกำหนดค่ามาตรฐานไว้ตั้งแต่ปี 2553 โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม คือ ค่าเฉลี่ยรายวันไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. และรายปีไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม. แต่ไม่มีการปรับปรุงในแต่ละปีเลย







