
“สนช.” เห็นชอบกม.คลายล็อค “กัญชา-กระท่อม” ใช้ทางการแพทย์
มติ สนช. เห็นชอบกฎหมายคลายล็อค “กัญชา-กระท่อม” ใช้ทางการแพทย์ พร้อมกำหนดเงื่อนไข นำเข้า-ส่งออก-ปริมาณครอบครอง
มติ สนช. เห็นชอบกฎหมายคลายล็อค “กัญชา-กระท่อม” ใช้ทางการแพทย์ พร้อมกำหนดเงื่อนไข นำเข้า-ส่งออก-ปริมาณครอบครอง
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ..... ในวาระ 2และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว
สำหรับเนื้อหาที่ สนช. เห็นชอบนั้น พบการปรับแก้ไขในหลายประเด็น อาทิ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ จากเดิมในพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดให้มี 17 คน ได้เพิ่มเติมอีก 8 คน เป็น 25 คน โดยเพิ่ม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, อธิบดีกรมสุขภาพจิต, นายกแพทยสภา, นายกสภาการแพทย์แผนไทย และ นายกสภาเภสัชกรรม พร้อมเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด โดยเฉพาะให้ความเห็นชอบต่อผู้อนุญาต(รมว.สาธารณสุข) ในการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก รวมถึงเห็นชอบประกาศหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานราชการเสนอ
ขณะที่รายละเอียดของการปลดล็อคยาเสพติดประเภทกัญชา และกระท่อม ตามร่างกฎหมายนั้น มีรายละเอียดที่ระบุว่า กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ทางราชการ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม , ให้พกพาเพื่อใช้รักษาโรคในปริมาณที่จำเป็น โดยต้องมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม, ทันตกรรม, แพทย์แผนไทย, การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือ หมอพื้นบ้าน โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ
สำหรับปริมาณที่ควบคุมในการครองครอง ยังกำหนดว่า หากพบการครองครองปริมาณเกิน 10กิโลกรัม ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ขณะที่การครอบครองเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค, ใช้เพื่อปฐมพยาบาล หรือเหตุฉุกเฉิน ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ขณะที่การขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง กัญชาและกระท่อม ให้สิทธิ เฉพาะ 1.หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์, เกษตรศาสตร์ 2.หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามและแก้ปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย 3.ผู้ประกอบวิชาชีพเครือข่ายแพทย์ ทั้งไทย และหมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด 4.สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัย และเรียนด้านการแพทย์ 5.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย 6.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ 7.ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดติดตัว 8.ผู้ขออนุญาตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถส่งต่อให้กับทายาทหรือผู้ได้รับความยินยอมได้ กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเสียชีวิตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ
นอกจากนั้นยังคลายล็อคให้ ทดลองเพาะปลูก, ผลิตและทดสอบ, เสพหรือครอบครองในปริมาณที่กำหนด ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเห็นสมควร แต่ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด หรือ ป้องกัน ปราบปราม และแก้ปัญหายาเสพติดให้โทษ
ขณะที่บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกจำคุก และ ถูกลงโทษปรับด้วย อาทิ การครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ถึง 10 กิโลกรับ จำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท, ครอบครองเกิน 10 กิโลกรัม จำคุก 1- 15 ปี ปรับ 1แสน-1ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้ในร่างกฎหมายกำหนดให้เมื่อร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว 3 ปี ให้คณะกรมการควบคุมยาเสพติด ทบทวนการให้ใบอนุญาตทุกๆ 6 เดือน
จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 2 และลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 166 เสียง และงดออกเสียง 13 เสียง ให้ร่างพรบ. ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป







