
ถาวร เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมภาคใต้
ถาวร เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมภาคใต้ หวั่นซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ฯเหมือนปี 43สั่งผู้ว่าฯ ตั้งศูนย์ดูแลถึงระดับตำบลด้าน ปภ, แจงยังมีน้ำท่วมอีก 27 จังหวัด
ถาวร เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมภาคใต้ หวั่นซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ฯเหมือนปี 43สั่งผู้ว่าฯ ตั้งศูนย์ดูแลถึงระดับตำบลด้าน ปภ, แจงยังมีน้ำท่วมอีก 27 จังหวัด
นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย แถลงข่าวว่า ในฐานะที่รับผิดชอบปัญหาอุทกภัย วาตภัย ในภาคใต้ ซึ่งในช่วงวันที่ 27-30 ต.ค. มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ฝนตกมากขึ้น อาจเกิดน้ำท่วมภาคใต้ได้ จึงได้สั่งการผู้ว่าฯ ทั้ง 14 จังหวัดเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.อาทิ ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาเฉพาะกิจป้องกันอุทกภัย วาตภัย ดินถล่มระดับจังหวัด ถึงระดับตำบล แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ และปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำตลอด 24 ชม.ซึ่งเงินทดรองจังหวัดละ 50 ล้านบาท ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วน กรมบัญชีกลางสามารถอนุมัติได้เพิ่มอีก 200 ล้านบาท และถ้าไม่พออีก ปลัดกระทรวงการคลัง สามารถอนุมัติเพิ่มได้เป็น 500 ล้านบาท หากมีความจำเป็นต้องใช้นอกเหนือกว่านี้ จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ จังหวัดชายฝั่งทะเล จะต้องแจ้งเตือนประชาชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางน้ำให้ระวังเป็นพิเศษ ตรวจทั้งชูชีพ ทั้งสัญญาณเตือนภัยสึนามิให้ใช้การได้ อุปกรณ์กู้ภัยต้องมีความพร้อม โดยเฉพาะป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี เขต 12 สงขลา และเขต 18 ภูเก็ต ต้องเตรียมความพร้อมให้การสนับสนุนได้ทุกพื้นที่
นายถาวร กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือแผนอพยพ เมื่อปี 2543 เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน และน้ำท่วมขังครึ่งเดือน จึงต้องมีการเตรียมพื้นที่อพยพประชาชนจากที่ลุ่มมาที่ดอน และอำนวยความสะดวกเขาได้ และขอให้สื่อมวลชนทุกสาขา วิทยุชุมชน ได้แจ้งเตือนประชาชน จนถึงรณรงค์สร้างจิตสาธารณะให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือกัน ทั้งนี้ แผนการเตรียมรองรับน้ำท่วมในภาคใต้ จะเอาตัวอย่างจากเหตุที่เกิดในภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคเหนือขณะนี้เป็นบทเรียน ซึ่งวานนี้ ได้ปรากฏว่า มีน้ำท่วมภาคใต้แล้ว 2 จุด คือ ที่ อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี และอ.ทับบุตร อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา
นายถาวร ยังกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ มีความเป็นกังวลกับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่สงขลา ชุมพร เนื่องจากครบรอบ 10 ปี จะมีน้ำท่วมใหญ่ 1 ครั้ง และได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ไปแล้วเมื่อปี พ.ศ.2543 จึงต้องเตรียมความพร้อมทุกด้าน ส่วนการประเมินพายุที่จะเข้าฝั่งภาคใต้ช่วงปลายปีนั้น ได้ติดตามฟังจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด มีการเฝ้าระวังตลอดเวลา ทั้งเขื่อนทั้งเขื่อนรัชประภา จ.สุราษฎร์ธานี เขื่อนบางลาง จ.ยะลา และอ่างเก็บน้ำประมาณ 30 แห่ง ว่ามีระดับน้ำเพิ่มจนน่าเป็นห่วงหรือไม่
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย ทั้งสิ้นในพื้นที่ 27 จังหวัด 244 อำเภอ 1,847 ตำบล 15,461 หมู่บ้าน 1,210,968ครัวเรือน 3,774,789 คน พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหาย 4,001,701 ไร่ ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ พิษณุโลก และจังหวัดหนองบัวลำภู
สำหรับจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วมี 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ ระยอง จันทบุรี ตราด ตาก ชลบุรี ลำพูน เชียงใหม่ สระแก้ว และจังหวัดนครนายก สำหรับยอดผู้เสียชีวิตมี 75 ราย รวม 18 จังหวัด ได้แก่ จ.ระยอง 1ราย จ.ตราด 1 ราย จ.สระแก้ว 1 ราย จ.นครราชสีมา 18 ราย จ.ลพบุรี 11 ราย จ.นครสวรรค์ 8 ราย จ.ชัยภูมิ 2 ราย จ.สระบุรี 3 ราย จ.บุรีรัมย์ 6 ราย จ.ขอนแก่น 3 ราย จ.อุทัยธานี 1 ราย จ.นนทบุรี 3 ราย จ.ชัยนาท 2 ราย จ.กำแพงเพชร 3 ราย จ.สุพรรณบุรี 5 ราย จ.พิจิตร 1 ราย ปทุมธานี 3 ราย พระนครศรีอยุธยา 3 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตเป็นกัมพูชา 1 ราย และพม่า 1 ราย ซึ่งรวมตั้งแต่วันที่ 10 – 28 ต.ค. ความเสียหายทั้งสิ้น 38 จังหวัด 297 อำเภอ 2,180 ตำบล 17,711 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,355,500 ครัวเรือน 4,161,363 คน







