
ได้เวลาพูดมาตรฐานการศึกษาหรือยัง 1
โดย...สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์
โดย...สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์
แต่ไหนแต่ไรมาพอเราเรียนจบชั้น ม.6 ทางโรงเรียนก็จะบอกว่าเราจบด้วยเกรดเท่าไร ก็ถือว่าเราจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเกรดที่เราได้จากโรงเรียนสะท้อนถึงความสามารถที่แท้จริงของนักเรียนหรือไม่
แต่ปัจจุบันตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษา โดยการออกพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ได้มีการสร้างเครื่องมือใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการวัดมาตรฐานการศึกษาของประเทศได้ แบบเดียวกับที่มีการใช้กันอยู่ในต่างประเทศ นั่นคือการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Testing) หรือที่เรียกว่า ONET
เป็นที่น่าเสียดายว่า จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการนำเอาผลการสอบ ONET มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อกำหนดมาตรฐานการศึกษาว่า นักเรียนไทยมีผลสัมฤทธิทางการศึกษาเป็นอย่างไร และควรจะทำอย่างไร
บทความฉบับนี้จะได้กล่าวถึงผลสัมฤทธิทางการศึกษาของไทย และมาตรฐานทางการศึกษาที่ควรจะมี ทั้งนี้โดยเปรียบเทียบกับประเทศที่มีลักษณะของการศึกษาใกล้เคียงกับประเทศไทย อย่างน้อย 2 ประเทศ คือ สหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ และสหรัฐ ด้วยความหวังว่าคงจะได้มีการนำเรื่องมาตรฐานทางการศึกษามาพูดถึงกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
ระบบของสหราชอาณาจักร
เทียบกับประเทศไทยระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักรใกล้เคียงกับเราที่สุด ข้อแตกต่างคือสหราชอาณาจักรเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามากกว่าเรา 1 ปี และเรียนระดับมหาวิทยาลัยน้อยกว่า 1 ปี โดยแบ่งเป็น 6 ช่วง ได้แก่ ระดับปฐมวัย (Foundation Stage) 2 ปี ระดับประถมศึกษา (Primary Education) 6 ปี ซึ่งแบ่งเป็นหลักสูตรช่วงชั้นที่ 1 (Key Stage 1) 2 ปี ช่วงชั้นที่ 2 (Key Stage 2) 4 ปี (เทียบเท่ากับชั้น ป.1 ถึง ป.6 ของประเทศไทย)
ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School) 5 ปี ซึ่งแบ่งเป็นมัธยมศึกษาตอนต้น (Key Stage 3) 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย (Key Stage 4) 2 ปี เทียบได้กับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1ม.3) และบางส่วนของมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 และ ม.5) ของประเทศไทย สำหรับสหราชอาณาจักรสิ้นสุดระดับนี้ถือเป็นการสิ้นสุดการศึกษาภาคบังคับ (ในปัจจุบัน) และนักเรียนต้องสอบประกาศนียบัตรมัธยมศึกษา (General Certificate for Secondary Education : GCSE) เพื่อใช้ในการเข้าศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา (Advance GCE : ALevel) เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป
ระดับเตรียมอุดมศึกษา (Advance GCE หรือ ALevel) 2 ปี ระดับนี้เป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา เทียบได้กับระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และชั้นปีที่ 1 ของประเทศไทย (ระดับอุดมศึกษาในอังกฤษมี 3 ปี) วิชาที่เลือกเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามรายวิชาที่สอบผ่านในระดับ GCSE และเป็นไปตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยที่กำหนด (ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดประมาณ 3 วิชา) แต่มหาวิทยาลัยมักจะกำหนดว่านักเรียนต้องผ่าน GCSE ในระดับ C ขึ้นไปด้วย
มาตรฐานการศึกษาของอังกฤษ เนื่องจากการศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นมาตรฐานการศึกษาจึงขึ้นอยู่กับผลการสอบ GCSE ซึ่งมีเกรด A* A B C D E F และ G โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ D ถึง G เรียกว่าระดับที่ 1 (Level 1) และระดับ A* ถึง C เรียกว่าระดับที่ 2 (Level 2) ข้อบังคับคือ ถ้าจะเข้าศึกษาต่อในระดับเตรียมอุดมศึกษา (Alevel) ต้องสอบ GCSE ผ่านในระดับที่ 2 (A* ถึง C ) อย่างน้อย 5 วิชา ทั้งนี้เป็นวิชาบังคับ 3 วิชา
ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์สามารถเลือกสอบได้ทั้งข้อสอบรวม หรือข้อสอบแยกวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ส่วนอีก 2 วิชา มีความแตกต่างกันตามแต่ละโรงเรียน โดยทั่วไปจะได้แก่ ศีลธรรมและพลศึกษา เกณฑ์การผ่านคือต้องได้เกรดสูงกว่า C ในวิชานั้นๆ ซึ่งระดับ C มักจะหมายถึงการมีคะแนนมาตรฐานสูงกว่า 50% ทุกๆ ปีจะมีคณะกรรมการกำกับมาตรฐานทำหน้าที่พิจารณาข้อสอบของแต่ละวิชาเพื่อเทียบคะแนนดิบเป็นคะแนนมาตรฐาน เพื่อควบคุมให้การสอบมีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ GCSE ยังประกอบด้วยวิชาอื่นๆ อีกมาก เช่น ภาษาต่างๆ ศิลปะ
จากสถิติที่ผ่านมาประเทศอังกฤษมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเงื่อนไขประโยคมัธยมศึกษา (Secondary Diploma) 44% (Times : August 12 2007) ขณะที่ผ่านการศึกษาในระดับที่สูงกว่า (ระดับเตรียมอุดม) 30% ที่สำคัญการจ้างงานในประเทศอังกฤษนิยมจ้างคนที่ผ่าน GCSE ในระดับ C ขึ้นไป จึงอาจกล่าวได้ว่ามาตรฐานการศึกษาในระดับมัธยมปลายของประเทศอังกฤษ คือนอกจากเรียนครบตามหลักสูตรแล้ว ยังต้องสอบผ่านในระดับคะแนนมาตรฐาน 50% ใน 5 วิชาหลักอีกด้วย
ระบบของสหรัฐอเมริกา
ระบบการศึกษาของสหรัฐประกอบด้วย 3 ช่วงชั้น ระดับแรก คืออนุบาลและประถมศึกษา (Primary School : K5) 6 ปี คืออนุบาลถึงเกรด 5 ระดับสูงขึ้นคือระดับกลาง (Middle School) 3 ปี คือ เกรด 6 ถึง 8 เทียบได้กับมัธยมศึกษาตอนต้นของเรา และระดับสูง (High School) 4 ปี คือเกรด 9 ถึง เกรด 12 ในช่วงเกรด 11 ถึงเกรด 12 นักเรียนจะสอบข้อสอบมาตรฐานทางการศึกษา หรือที่เรียกว่า SAT (Scholastic Aptitude Test หรือ Scholastic Assessment Test) หรือข้อสอบ ACT (American College Test) เพื่อใช้ประกอบในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
การสอบนี้ทำได้มากกว่า 1 ครั้ง ข้อสอบ SAT มีคะแนนเต็มรวม 1,600 หรือ 2,400 คะแนน ขึ้นอยู่กับว่ารวมข้อสอบ Writing หรือไม่ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กำหนดคะแนนต่ำสุดของ SAT ไว้ที่มากกว่า 1,100 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับ 61 Percentile จากข้อมูลที่มีการนำเสนอ นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์มีอยู่ 85%
การกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสหรัฐ เน้นการประเมินในชั้นเรียนเป็นหลัก ทั้งนี้ในการผ่านประโยคมัธยมศึกษานักเรียนจะต้องผ่านการเรียนใน 5 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์อย่างน้อย 2 ปี หรือเท่ากับ 2 วิชา เพราะวิชาต่างๆ ของสหรัฐสอนทั้งปี ส่วนใหญ่ได้แก่ ชีววิทยา เคมี และคณิตศาสตร์อย่างน้อย 2 ปี โดยมีการสอนในเรื่องพีชคณิต เรขาคณิต แคลคูลัสเบื้องต้น เป็นต้น ภาษาอังกฤษ 4 ปี โดยรวมถึง วรรณกรรม มานุษยวิทยาด้วย สังคมศึกษาอย่างน้อย 3 ปี ได้แก่ วิชาประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการปกครอง พลศึกษาอย่างน้อย 1 ปี
การที่จะถือว่าผ่านนั้น นักเรียนจะต้องได้คะแนนในรายวิชาต่างๆ ไม่น้อยกว่า C หรือ D แล้วแต่รัฐบางรัฐ ถือว่าการได้เกรด D ถือว่าตก ต้องลงเรียนใหม่ ส่วนคะแนนที่ต่ำกว่าระดับ D โรงเรียนส่วนใหญ่ในสหรัฐจะกำหนดไว้ที่น้อยกว่า 60%







