
กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ค้านขนแร่ผ่านป่าทุ่งใหญ่
กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ค้านขนแร่ผ่าป่าทุ่งใหญ่ฯ เผยไม่คุ้มกับความหายนะของทรัพยากรธรรมชาติ
กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ค้านขนแร่ผ่าป่าทุ่งใหญ่ฯ เผยไม่คุ้มกับความหายนะของทรัพยากรธรรมชาติ
นางภินันทน์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์นำเครือข่าย ยื่นหนังสือถึงผวจ.กาญจนบุรี กรณีขอให้เปิดเผยข้อมูลการอนุญาตให้เข้าไปดำเนินการขนแร่ บ้านพุจือ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลกทางธรรมชาติ โดยมี พิพัฒน์ ศังขะฤกษ์ ปลัดจังหวัดเป็นผู้รับหนังสือแทน เนื่องจากผวจ.กาญจนบุรี เดินทางไปราชการ
นางภินันทน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีได้อนุญาตให้มีการขนแร่ตะกั่วคาร์บอเนต ที่บ้านพุจือ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ เป็นป่าใหญ่ที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่มากเกินกว่าที่จะให้ใครๆ เข้าไปทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
นางภินันทน์ กล่าวอีกว่า ป่าทุ่งใหญ่ กว่าจะได้เป็นมรดกโลก ได้ผ่านการต่อสู้อย่างยิ่งใหญ่ของภาคประชาชน คนเมืองกาญจน์ กับคนไทยทั้งประเทศที่ได้ร่วมกันต่อสู้ คัดค้าน โครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน การบุกรุกตัดไม่ทำลายป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ ให้ยังดำรงความเป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนยูเนสโกยอมรับความอุดมสมบูรณ์ของป่าในพื้นที่อันยิ่งใหญ่ของป่าด้านตะวันตกของประเทศไทย ความหลากลายทางชีวิภาพ ความเข้มแข็งของภาคประชาชนในการช่วยกันรักษาป่าทุ่งใหญ่ฯ ไว้ได้ จึงได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 2534
สำหรับกิจการเหมืองแร่ในเขตทุ่งใหญ่ฯ ปิดกิจการไปแล้วกว่า 15 ปี การฟื้นฟูป่าโดยธรรมชาติ สามารถเรียกความสมบูรณ์ของป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์ป่าทุกสายพันธุ์ และพันธุ์พืช กลับคืนมาอย่างมากมาย โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสักบาทเดียว แต่การที่อุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีอนุญาตให้มีการขนแร่ เป็นการเปิดถนน เปิดป่า ให้บุคคลภายนอกเข้าไปทำกิจกรรม ก่อกวนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ และยังรบกวนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าทุ่งใหญ่ฯ มานานกว่า 200 ปี ซึ่งอยู่มาก่อนการประกาศป่าทุ่งใหญ่ฯ ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
“อย่างไรก็ตามสินแร่ในบริเวณดังกล่าวมีค่าทางเศรษฐกิจสูงก็จริง แต่หากต้องแลกกับความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสัตว์ป่า และระบบนิเวศน์ ที่จะต้องสูญเสียไป ตนมองว่าประโยชน์ที่รัฐจะได้รับไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง” นางภินันทน์ กล่าว
ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะได้นำเรียนผวจ.กาญจนบุรี โดยด่วนที่สุด สำหรับกรณีดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีโดยตรง ดังนั้นคงจะต้องรอฟังมูลข้อเท็จจริงจากอุตสาหกรรมฯ เพื่อทางจังหวัดจะได้นำมาประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวต่อไป
มีรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. ของวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีตามเบอร์โทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้ติดต่อไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อขอให้ชี้แจงกรณีที่เกิด แต่ได้รับการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ผู้รับสายของสำนักงานฯ ว่า ไม่ทราบว่าตอนนี้อุตสาหกรรมจังหวัดไปไหน อยู่ที่ใด กลับมาเมื่อไร และไม่มีเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ รวมทั้งหัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน







