posttoday
สังคมอุดมริษยา

สังคมอุดมริษยา

17 ตุลาคม 2553

ลองมาคิดกันเล่นๆ ว่า สักสี่ห้าปีมานี้ ถ้าเราไม่อิจฉาริษยาคุณทักษิณที่ท่านรวยล้นฟ้า ทำเฉยๆ ไปเสีย เราก็คงจะ “ก้าวข้าม” คุณทักษิณมานานแล้ว....

ลองมาคิดกันเล่นๆ ว่า สักสี่ห้าปีมานี้ ถ้าเราไม่อิจฉาริษยาคุณทักษิณที่ท่านรวยล้นฟ้า ทำเฉยๆ ไปเสีย เราก็คงจะ “ก้าวข้าม” คุณทักษิณมานานแล้ว....

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

สังคมใดไร้คนคิดริษยา
พัฒนาสิ่งใดใดก็ได้ผล
ชาตินั้นจะไม่ยับและอับจน 
ก็เพราะคนไม่แย้งแย่งชิงกัน

การดัดแปลงกลอนของเก่า (และดีๆ) เป็นที่นิยมในหนังสือหัสคดี (แปลว่าหนังสือที่เน้นเรื่องตลกๆ) ฉบับหนึ่งมานานแล้ว (บอกให้ก็ได้ว่าคือหนังสือต่วย’ตูน) โดยใช้ชื่อคอลัมน์ว่า “กวีกระวาด” อันมาจากคำว่า “กระวีกระวาด” ที่แปลว่าขยันขันแข็งเอาใจใส่อย่างมากจนถึงขั้นลุกลี้ลุกลน เช่นเดียวกันกับ “กวี” ที่ขยันลอกเลียนคนอื่นจำพวกนี้ (ที่จริงน่าจะขี้เกียจจึงชอบลอกคนอื่น-ฮา)

ระหว่างนี้ผู้เขียนในฐานะกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต้องมีภาระในการจัดกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองโอกาสที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากยูเนสโก ในปีหน้า 2554 ที่จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปี ถ้าหากท่านมีอายุจนถึงวันที่ 20 เม.ย. ในปีหน้านั้นด้วย

กิจกรรมอย่างหนึ่งและเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยตรงก็คือการสัมมนาชุด “ปราชญ์สยาม” โดยจะมีการสัมมนาระดับนานาชาติ 1 ครั้ง และการสัมมนาในส่วนภูมิภาคอีก 4 ครั้ง ซึ่งในระดับนานาชาติจะเน้นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความเป็นไทยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่สนใจของชาวต่างประเทศ ได้แก่ ศาสนาพุทธ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดีไทย สื่อสารมวลชน เศรษฐศาสตร์ และการเมืองการปกครอง ส่วนในภูมิภาคก็จะเน้นในด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก เนื่องจากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ให้ความสนใจ (ทั้งวิพากษ์วิจารณ์และส่งเสริมสร้างสรรค์) ในเรื่องนี้มาตลอดชีวิต โดยจะมีการสรุปและสังเคราะห์สาระจากการสัมมนาทั้งหมดจัดทำเป็นเอกสารทางวิชาการเพื่อใช้ประโยชน์ในวงกว้างต่อไป

สังคมอุดมริษยา

ขออนุญาตใช้คอลัมน์นี้ประชาสัมพันธ์สักเล็กน้อยว่า กิจกรรมที่จะร่วมเฉลิมฉลองในปีหน้ายังมีอีกมาก ที่เป็นไฮไลต์ก็คือพิธีเปิดอาคารสถาบันคึกฤทธิ์และมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในสวนสาธารณะ

เฉลิมพระเกียรติ ซอยงามดูพลี ในวันที่ 20 เม.ย. ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ มาทรงเป็นประธาน พร้อมกับมีปาฐกถาชุด “คึกฤทธิ์” ในเรื่องความสัมพันธ์ไทยจีน โดยอดีตนายกรัฐมนตรีนายอานันท์ ปันยารชุน ที่เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้น กับท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยที่เคยเป็นล่ามระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ แล้วในตอนค่ำวันเดียวกันก็จะมีการแสดงแสงสีเสียงประกอบแอนิเมชันเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ จากตัวอาคารไปจนถึงพื้นที่โดยรอบที่เป็นสวนสาธารณะขนาด 40 กว่าไร่นั้นด้วย

ปิดท้ายด้วยการแสดงโขนของ “คณะโขนคึกฤทธิ์” ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ โดยการทุ่มเทของท่านประธานกรรมการมูลนิธิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กับท่านอาจารย์จตุพร รัตนวราหะ ครูทศกัณฐ์ ศิลปินแห่งชาติและกรรมการของมูลนิธิอีกท่านหนึ่ง ร่วมกับคณาจารย์และครูโขนอีกหลายท่านช่วยกันปลุกปล้ำขึ้น โดยจะแสดงในชุด “พิเภกสวามิภักดิ์” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นผู้แต่งเติมบท (ตั้งแต่ชื่อชุดที่เดิมเรียกว่า “ขับพิเภก”) พร้อมแปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างสมบูรณ์ เพื่อใช้แสดงในคราวสมโภชสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ครั้งที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2515 นอกจากนี้คุณบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการมูลนิธิอีกท่านหนึ่ง ยังรับที่จะนำวรรณกรรมที่โด่งดังที่สุดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เรื่อง “สี่แผ่นดิน” ไปทำเป็นละครเพลงและแสดงบนเวทีให้ ยิ่งใหญ่ตามสไตล์ของคุณบอย ในชื่อว่า “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคคัล” โดยจะใช้ฉากช่วงแผ่นดินที่ 3 และ 4 (รัชกาลที่ 8 และ 9 ) ที่มีเรื่องวุ่นๆ ในบรรดาลูกๆ และครอบครัวของแม่พลอยจนถึงฉากที่แม่พลอยหมดลมหายใจนั้น เป็นสาระในการนำเสนอ ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดการแสดงได้ราวเดือน ต.ค. ในปีหน้านั้นเช่นกัน

ชื่อบทความวันนี้ก็มาจากข้อเขียนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในหนังสือชุด “เก็บเล็กผสมน้อย” ที่รวบรวมมาจากบทความที่ท่านเขียนลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ หนังสือพิมพ์ที่เป็นผู้นำทางความคิดในสังคมไทยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาและก่อนหน้านั้น (ก็ด้วยบทบาทของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในฐานะสื่อมวลชนนี่แหละ) โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนถึงบรรดาความคิดทางการเมืองการปกครอง อย่างที่เราเรียกรวมๆ ว่า “ปราชญ์” มาชำแหละและเรียบเรียงไว้อย่างน่าสนใจ

คนหนึ่งก็คือ เฮลมุต เชิค นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมัน ที่กล่าวว่ามนุษย์มีชีวิตที่หล่อเลี้ยงด้วยความริษยาเป็นสำคัญ ซึ่งเชิคเชื่อว่าเกิดจากการที่มนุษย์มีชีวิตในวัยเด็กยาวนานกว่าสัตว์อื่น โดยอธิบายว่าความริษยานี้ก็คือ ความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่ “อยากได้ อยากเป็น” แต่ครั้น “ไม่ได้ ไม่เป็น” ก็จะไปโทษคนอื่น ด้วยการแอบต่อว่านินทาจนถึงการกลั่นแกล้งรังแกและชวนทะเลาะวิวาท ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เปรียบเทียบว่าเป็น “อกุศลมูล” ที่ร้ายแรงยิ่งนัก

“อกุศลมูล” หรือปัจจัยอันเป็นต้นเหตุของความชั่วช้าทั้งหลายนี้ได้ส่งผลกระทบในเรื่องรูปแบบทางการเมืองการปกครองอยู่ไม่น้อย โดยเชิคอธิบายว่า ความริษยาก่อให้เกิด “พลังทางการเมือง” อย่างหนึ่งคือ “ความขัดแย้ง” ซึ่งก็คือ “ความขัดแย้งทางชนชั้น” ที่ส่งผลให้เกิดทั้งระบอบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย” และ “เผด็จการ” ได้ทั้งสองแบบ คือผู้คนในระบอบประชาธิปไตยจะมีการริษยากันน้อยเนื่องจากความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน ส่วนระบอบเผด็จการก็จะตรงกันข้ามคือผู้คนจะเต็มไปด้วยการอิจฉาริษยา รวมตัวกันไม่ได้ จนต้องให้คนอื่นมาปกครอง

“สังคมใดที่มีความริษยามากสังคมนั้นก็จะเจริญเติบโตล่าช้าที่สุด แต่ถ้าหากสังคมใดไร้ความริษยาและไม่ใส่ใจต่อผู้ริษยา สังคมนั้นก็จะเกิดความสามัคคีกลมกลืน ซึ่งก็จะทำให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้แทรกความเห็นของท่านไว้ อย่างที่ผู้เขียนได้ “กวีกระวาด” เขียนเป็นกลอนเล่นๆ มาในตอนต้นของบทความนี้

ลองมาคิดกันเล่นๆ ว่า สักสี่ห้าปีมานี้ ถ้าเราไม่อิจฉาริษยาคุณทักษิณที่ท่านรวยล้นฟ้า ทำเฉยๆ ไปเสีย เราก็คงจะ “ก้าวข้าม” คุณทักษิณมานานแล้ว เช่นเดียวกันถ้าเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองหรือรัฐบาลไม่ริษยาเคียดแค้นชิงชังกัน เราก็คงจะ “ก้าวข้ามราชประสงค์” มาได้ไกลโข
อย่างที่เสธ.หนั่นแกพยายาม “ก้าวข้าม” คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เอามิตรไมตรี (และไวน์) ไปแจกจ่าย ถ้าเราไม่อิจฉาริษยาการกระทำของแก ถ้าสำเร็จได้จริงก็ให้แกเป็นนายกฯ ไปเลย

บางทีสังคมไทยจะเจริญลื่นไหลเหมือนไวน์ชั้นดีนั้นก็ได้!

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน