
สภาไทยถอยหลังเข้าคลอง
โดย.....ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย.....ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอชื่อนายอารี ไกรนรา หัวการ์ดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีก่อการร้ายมาเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการการ พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร และกรณีที่พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ยกคำสั่งแต่งตั้งนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำคนเสื้อแดง หลังจากที่ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำ
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นในสังคมถึงความเหมาะสม
ทั้งนี้ ตามระเบียบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้การแต่งตั้งที่ปรึกษา นักวิชาการ ประจำคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรเป็นอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการในการพิจารณาชื่อที่ส.ส.ส่งมาเข้ามา
โดยมีการกำหนดอัตราค่าตอบแทนเอาไว้ คือ ที่ปรึกษา เดือนละ 9,000 บาท ผู้ชำนาญการ เดือนละ 8,000 บาท นักวิชาการ เดือนละ 7,000บาท เลขานุการ เดือนละ 5,000 บาท โดยจำนวนของตำแหน่งดังกล่าว จะต้องพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ โดยอยู่ในวงเงินรวมทั้งสิ้น ไม่เกินเดือนละ 120,000 บาทหรือไม่เกินปีละ 1,440,000 บาทต่อคณะกรรมาธิการ
เช่นเดียวกับตำแหน่งคณะทำงานทางการเมืองก็มีรายได้เป็นรายเดือนเช่นกัน ซึ่งคณะทำงานทางการเมืองประกอบด้วยที่ปรึกษา เดือนละ 10,000 บาท นักวิชาการ เดือนละ 7,380 บาท และ เลขานุการ เดือนละ 4,700 บาท
ไม่เพียงเท่านี้ ทุกตำแหน่งที่กล่าวมาเฉพาะในส่วนของคณะกรรมาธิการยังสามารถขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยได้ด้วย ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสามารถเริ่มต้นขอพระราชทานได้ที่ลำดับ ‘เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย’ (บ.ม.) เลื่อนได้ถึงลำดับ ‘ทวิตริยาภรณ์ช้างเผือก’ (ท.ช.) ผู้ชำนาญการเริ่มที่บ.ม. เลื่อนได้ถึงลำดับ ‘ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย’ (ท.ม.) นักวิชาการ เริ่มที่ บ.ม. เลื่อนได้ถึงลำดับ ‘ตริตาภรณ์มงกุฎไทย’ (ต.ม.) เลขานุการ เริ่มที่บ.ม.เลื่อนได้ถึงลำดับ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.) แต่ทั้งนี้เงื่อนไขและระยะเวลาการเลื่อนชั้นตราทำได้ปีเว้นปี
เจตนารมณ์ของการกำหนดตำแหน่งดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้ส.ส.ได้รับการแบ่งเบาภาระหน้าที่ส่วนหนึ่ง แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาส.ส.มักจะแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมมารับ ตำแหน่ง เช่น คนขับรถ หัวคะแนน หรือแม้แต่บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาว เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการอาศัยตำแหน่งที่ได้รับไปแสวงหาประโยชน์หลายครั้งจนเป็นที่รับ ทราบกันดีของบุคคลที่อยู่ในแวดวงฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอย่างมาก ทำให้เจตนารมณ์ที่ดีเพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนต้องบิดเบี้ยวไปและไม่คุ้มค่ากับการได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ อดีตกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา
“หลาย คณะ แบ่งโควตา คนของใครของมัน หรือมักตั้งผู้สมัครที่สอบตก สมาชิกพรรค คนใกล้ชิด บางครั้งถึงขนาดตั้งกิ๊กมาเป็น แถมไม่มาประชุม หรือ ตั้งคนมีปัญหาทุจริต ซึ่งขัดกับการของกมธ.ในการสอบสวนเรื่องต่างๆ หรือเข้ามาแล้วก็เอานามบัตรไปเรียกผลประโยชน์ข้างนอก ทำตัวเป็นนายหน้า โดยเฉพาะพวกกมธ.ที่เกี่ยวกับงานตำรวจ มหาดไทย เกษตร การศึกษา สามารถให้คุณให้โทษได้ทั้งข้อมูลอินไซด์การประมูลงาน หรือการตรวจสอบเรื่องทุจริต” ครูหยุยอธิบาย
ใช่ว่าปัญหานี้จะเพิ่งเกิดขึ้นและเป็นที่ประจักษ์ของสังคมเร็วๆนี้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว โดยมีสาเหตุจากพรรคการเมืองที่ปล่อยให้ส.ส.แต่ละคนสามารถแต่งตั้ง บุคคลได้ตามใจชอบโดยปราศจากการตรวจสอบทั้งคุณสมบัติและความเหมาะสม และทำให้ภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติเสียหาย
เพราะฉะนั้น หากในอนาคตฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่สร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลด้วยกันเองคงเป็นการยากที่จะทำให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งของประชาชน







