
ปรามทำแท้งผิดกฎหมาย
ประธานชมรมพนักงานสอบสวนปรามการทำแท้งผิดกฎหมาย
ประธานชมรมพนักงานสอบสวนปรามการทำแท้งผิดกฎหมาย
พ.ต.ท.มานะ เผาะช่วย ประธานชมรมพนักงานสอบสวน กล่าวว่ากรณีเกิดเหตุนักเรียน ม.6 ใช้ยาเหน็บทำแท้งกับตนเองและเกิดการตกเลือด ขณะนี้รักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้น ถือว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง นอกจากการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายแล้ว ด้านความเสียหายต่อสังคมไทยที่มากกว่านั้นก็คือความเสื่อมโทรมเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม ที่เกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนไทยวัยศึกษาเล่าเรียน ดังนั้นทุกภาคส่วนของสังคมทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันทุกวิถีทางเพื่อ ป้องกันมิให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น และเชื่อว่ามีการกระทำเช่นนี้มากพอสมควรแต่ไม่ปรากฎเป็นข่าวต่อสาธารณชน
พ.ต.ท.มานะ ชี้ว่า ในทางกฎหมายนั้นการทำแท้ง(abortion) เป็นความผิดทางอาญา โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 บัญญัติว่า "หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ส่วนผู้ใดก็ตามที่ทำให้หญิงแท้งลูก กฎหมายลงโทษสถานหนัก โดยมาตรา 302 วรรคแรก บัญญัติว่า " ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" กรณีหากเป็นการทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษหนักขึ้นคือจำคุกไม่เกินเจ็ดปี อย่างไรก็ตามหากเป็นการทำแท้งโดยแพทย์เนื่องจากจำเป็นต้องกระทำเพราะสุขภาพ ของหญิงนั้น หรือการมีครรภ์เกิดจากการข่มขืนกระทำชำเรา กฎหมายไม่เอาผิดในการทำแท้งในกรณีนี้
พ.ต.ท.มานะ กล่าวอีกว่า กรณีที่เกิดขึ้นทราบมาว่าเป็นการที่หญิงทำแท้งตนเองจนทารกออกมา เสียชีวิต จึงถือเป็นความผิดสำเร็จแล้วตามมาตรา 301 แม้ผู้กระทำเป็นนักเรียนก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อแพทย์อนุญาตให้นักเรียนหญิงดังกล่าวออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กต่อไป ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2534 ทั้งนี้พนักงานสอบสวนต้องทำการแจ้งข้อหาสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพก่อนส่งตัว ไปสถานพินิจฯ หากทางการสอบสวนมีพยานหลักฐานฟังได้ว่ามีผู้สนับสนุนการกระทำผิดเช่น ช่วยเหลือโดยการจำหน่ายตัวยา เครื่องมือในการทำแท้ง ก็เป็นความผิดฐานสนับสนุนต้องระวางโทษสองในสามส่วนของความผิดนั้น และอาจ เป็นความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. ยา เป็นต้น
ประธานชมรมพนักงานสอบสวนกล่าวอีกว่า สถาบันครอบครัวและโรงเรียน สถานศึกษามีความสำคัญอย่ายิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เรื่องเศร้าสลดเช่นนี้เกิด ขึ้น ต้องคอยสอดส่อง เอาใจใส่ความประพฤติของเด็กหรือเยาวชน แนะนำเรื่องเพศศึกษา คุณธรรม จริยธรรม อย่าให้มีค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ลุ่มหลงวัตถุนิยม หรือวัฒนธรรมตะวันตกบางอย่างที่ไม่เหมาะกับสังคมไทย และเด็กเยาวชนต้องมีวินัยตนเอง กตัญญูรู้คุณบิดามารดา สิ่งเหล่านี้เป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้ประพฤติในทางเสื่อมเสียได้







