
หัวหน้าชุดพญาเสือลั่นไม่หนักใจจับ "เปรมชัย" ชี้หลักฐานล่าสัตว์ป่าชัด
หัวหน้าชุดพญาเสือไม่หนักใจจับกุม "เปรมชัย" พร้อมพวก ชี้หลักฐานชัดเจนมีการเข้าไปล่าสัตว์ป่าจริง
หัวหน้าชุดพญาเสือไม่หนักใจจับกุม "เปรมชัย" พร้อมพวก ชี้หลักฐานชัดเจนมีการเข้าไปล่าสัตว์ป่าจริง
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าหน่วยพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดพญาเสือลงพื้นที่มาร่วมตรวจสอบสำนวนการทำบันทึกของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ในการแจ้งความดำเนินคดี นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พร้อมพวกรวม 4 คน ที่ถูกจับกุมได้พร้อมซากสัตว์ป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี โดยขอให้ทำอย่างรอบคอบ และให้ความเป็นธรรม
"จากการตรวจสอบสภาพจริงจากเจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการเข้าไปดำเนินการล่าสัตว์ป่าจริง ซึ่งของกลางมีทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน รวมทั้งซากสัตว์ที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนด้วย"นายชัยวัฒน์กล่าว
สำหรับการขออนุญาตเข้าพื้นที่ พบว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ดำเนินการขออนุญาตจริง แต่ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ที่รับผิดชอบ ยังไม่ได้มีการอนุญาตให้เข้าไปแต่อย่างใด แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวก็ได้อาศัยช่องทางอื่นเข้าไปในพื้น โดยไม่ได้เข้าไปตามเส้นทางที่ทางเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรอนุญาต
ส่วนเงื่อนไขทั่วๆ ไป ในการเข้าไปในพื้นที่นั้น ทางกรมอุทยานฯ ได้มีการอนุโลมให้โดยที่ไม่ได้ยึดปฏิบัติตามเงื่อนไขร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่จริงแล้วหากกลุ่มบุคคลดังกล่าวหากเข้าไปแล้วและไปพักตามจุดที่ทางกรมอุทยานฯ อนุญาตก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่า กลุ่มผู้ที่ถูกจับกุมพร้อมอาวุธปืนและซากสัตว์กลับไปกางเต็นท์พักนอกเขตที่ได้รับอนุญาต การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายและผิดระเบียบของกรมอุทยานฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหนักใจหรือไม่ในการจับกุมบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศในครั้งนี้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทุกวันนี้การทำงานของกรมอุทยานฯ ชัดเจนอยู่แล้วว่า บุคคลใดก็ตามที่ทำการบุกรุกป่าจะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีทุกคนไม่ละเว้น ซึ่งกรณีการบุกรุกป่าที่ผ่านมาได้มีการจับกุมเคสใหญ่ๆ มาแล้ว แต่สำหรับกรณีนี้ที่มีการเข้าไปล่าสัตว์ป่านั้นชัดเจนยิ่งกว่าการบุกรุกป่าเสียอีก ซึ่งเคสนี้มีเจตนาในการเข้าไปล่าสัตว์ป่าอย่างชัดเจน ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงไม่มีความหนักใจเกี่ยวกับการทำงานแต่อย่างใด แต่ผลกระทบที่จะย้อนกลับมาในอนาคต อันนี้ก็ต้องว่ากันไปตามอายุความ
"อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้มาควบคุมขั้นตอนการเขียนสำนวน เพื่อใช้ในการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วว่า พฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นอย่างไร และได้มีการส่งมอบบันทึกให้กับทางพนักงานสอบสวนทุกขั้นตอนว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ในวันไหน และเจ้าหน้าที่เข้าไปกล่าวตักเตือนในช่วงไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ไม่ทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้นได้มีการพกพาอาวุธปืนเข้าไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงปืน จึงเข้าทำการตรวจสอบและพบทั้งอาวุธปืนและซากสัตว์ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจึงส่อเจตนาในการเข้าไปล่าสัตว์ป่าอย่างชัดเจน" นายชัยวัฒน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงหรือไม่ว่าจะมีขบวนการเข้ามาแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขบวนการของรัฐมีการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว ดังนั้นในเมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เข้าไปจับกุม ก็ไม่มีใครทราบเลยว่ากำลังจับกุมผู้บริหารระดับสูงคนนี้ ซึ่งหลังจากนี้หากจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลา หากเจ้าหน้าที่ของเรามีเจตนาไม่ดีก็ต้องรับกรรมไป แต่ถ้าหากกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมกระทำไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ก็ต้องรับกรรมนั้นไปเช่นกัน
หลังจากนี้ทางกรมอุทยานฯ จะดำเนินการทางด้านกฎหมายกับกลุ่มผู้ถูกจับกุมอย่างเต็มที่ และคงจะมีการแจ้งความเพิ่มเติม ซึ่งวันนี้ (7 ก.พ.) เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายจะเข้าพื้นที่จุดเกิดเหตุหากพบเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดเพิ่มเติม ก็จะทำการบันทึกเพื่อแจ้งความเพิ่มตามหลักฐานที่พบต่อไป







