
สภาฯรับหลักการร่างกม.องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค
สภาฯรับหลักการร่างกม.ตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ด้าน ส.ส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ติงประเด็นให้กก.อิสระขึ้นเดือนตัวเอง
สภาฯรับหลักการร่างกม.ตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ด้าน ส.ส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ติงประเด็นให้กก.อิสระขึ้นเดือนตัวเอง
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสายงข้างมาก 247 ต่อ 78 เสียง รับหลักการร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 6 ร่าง และตั้งกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง จำนวน 54 คน แบ่งเป็นสัดส่วนจากภาคประชาชน 18 คน ตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 163 ซึ่งบัญญัติให้มีสัดส่วนกมธ.จากภาคประชาชนที่เสนอกฎหมาย 1 ใน 3 สัดส่วนคณะรัฐมนตรี 5 คน สัดส่วนพรรคเพื่อไทย 12 คน พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคละ 2 คน พรรครวมชาติพัฒนาและพรรคกิจสังคม 1 คน พรรคประชาราชและพรรคมาตุภูมิ 1 คน กำหนดแปรญัตติภายใน 7 วัน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.มีสาระสำคัญ 5 ประเด็น คือ การจัดตั้งองค์การอิสระเป็นนิติบุคคลเป็นอิสระจากรัฐทำหน้าที่ตรากฎหมาย ตรวจสอบและคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเงินและทรัพย์สินขององค์การจะได้รับเงินสนับสนุนรายปีจากรัฐบาล องค์ประกอบของคณะกรรมการจะมาจากการสรรหา โดยให้มีผู้อำนวยการองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคทำหน้าที่ควบคุมดูแลงาน ขององค์กรโดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และการกำหนดที่มาของคณะกรรมการสรรหากรรมการองค์การอิสระ
ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้รวมรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ชี้แจงว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายของภาคประชาชนคือ ให้องค์การอิสระฯ มีหน้าที่คุ้มครอง รักษาและปกป้องผลประโยชน์ผู้บริโภค โดยเป็นหน่วยงานกลางในการให้ความรู้แบบเบ็ดเสร็จทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ บริโภค
สำหรับการอภิปราย ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สนับสนุนให้มีองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค แต่ตั้งข้อสังเกตบางประเด็น เช่น ร่างของรัฐบาลกำหนดให้กรรรมการองค์การอิสระฯ สามารถกำหนดเงินเดือนของตัวเองได้โดยอิสระอาจทำให้มีการกำหนดอัตราเงินเดือน สูงเกินความเหมาะสม ขณะที่การทำงานอาจไม่ทำงานเต็มเวลา ขณะที่ร่างของประชาชนกำหนดให้กรรมการต้องทำงานเต็มเวลา ส่วนเรื่องความอิสระขององค์การควรปรับที่มาของกรรมการสรรหาฯไม่ควรมาจากตัว แทนภาครัฐ
นอกจากนี้ กรรมการองค์การอิสระจะต้องมีความรู้ความสามารถความรู้เท่าทันกับความเปลี่ยน แปลงของการแข่งขันทางธุรกิจเพื่อให้รู้เท่าทันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค จึงควรกำหนดให้ตรวจสอบได้เมื่อทำหน้าที่ครบ 2 ปีเพื่อประเมินผลการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยังตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสกับภาคประชาชนค่อนข้างมากจึงควรมีระเบียบกำหนดสำหรับการเสนอรายชื่อบุคคลเข้ามา เป็นกรรมการจะต้องกำหนดให้เลือกบุคคลที่มีคุณภาพโดยไม่ควรไปเป็นคณะกรรมการ ในองค์กรอื่นที่ทำงานใกล้เคียงกับงานคุ้มครองผู้บริโภคทั้งนี้เพื่อให้ กรรมการมีเวลาในการทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ กรรมการองค์การฯ อาจจะมีอำนาจอย่างมากในการให้คุณให้โทษภาคเอกชนและธุรกิจ จึงควรให้มีกลไกควบคุมกำกับการทำงานหน้าที่ของกรรมการให้ทำงานอย่างเป็นธรรม โดยอาจให้อำนาจวุฒิสภาสามารถถอดถอนคณะกรรมการได้หากมีการทำงานที่ไม่เป็นธรรม







