
ต่ออายุพรก.ฉุกเฉิน ดาบสองคมรัฐบาล
ป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 6 ต.ค. โดยอ้างถึงเหตุผลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เสนอรายงานให้ ครม.ได้รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป
ป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 6 ต.ค. โดยอ้างถึงเหตุผลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เสนอรายงานให้ ครม.ได้รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 6 ต.ค. โดยอ้างถึงเหตุผลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เสนอรายงานให้ ครม.ได้รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป
เรียกได้ว่าต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบข้ามปีกันเลยทีเดียว
ทั้งนี้ มติ ครม.ดังกล่าวที่ออกมานั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศย้ำมาตลอดว่าทั้งสี่พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ ครม.จะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยจะบังคับใช้จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ประกอบกับในระยะหลังๆ มานี้ได้เกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารบุคคลสำคัญ หรือการตั้งค่าหัวนักการเมืองภายในรัฐบาล และการโทรศัพท์ขู่วางระเบิดโรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งนำมาสู่การจับตัวชายฉกรรจ์ 11 คน ได้ที่รีสอร์ตแม่ออน อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อแดงที่นิยมความรุนแรง
ขณะที่โครงสร้างของ ศอฉ.เองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ “สุเทพ” ผู้อำนวยการ ศอฉ.โดยตำแหน่ง เตรียมลาออกเพื่อลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.สุราษฎร์ธานี จนต้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เข้ามากุมบังเหียนแทน เช่นเดียวกับในส่วนของกองทัพบก ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.คนเก่าที่เกษียณอายุราชการเป็นที่เรียบร้อย ย่อมต้องการเวลาสักระยะเพื่อกระชับงานความมั่นคงให้มีความเสถียรภาพ
ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเส้นทางสู่ความชอบธรรมของรัฐบาลในการใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อเป็นกลไกในการควบคุมสถานการณ์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การคงไว้ซึ่งกฎหมายดังกล่าวย่อมจะส่งผลให้เกิดการโต้เถียงในสังคมว่าเป็นการเหมาะสมหรือไม่กับการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเจอกับการวิพากษ์วิจารณ์ คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นหลักประกันที่นำมาซึ่งความสงบของบ้านเมืองหรือไม่ เนื่องจากหลายวันมานี้ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายครั้งทั้งๆ ที่ยังมีการใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้อยู่ โดยความถี่ของเหตุการณ์ในระยะนี้เริ่มเกิดกระแสคำถามเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่
ถึงรัฐบาลจะยืนยันมาตลอดว่าไม่มีความคิดจะสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่เงื่อนไขดังกล่าว แต่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งรัฐบาลก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ในฐานะเป็นฝ่ายบริหาร
ในส่วนของการสร้างกระบวนการปรองดองก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะตอนนี้สังคมเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้เกิดกระบวนการปรองดองระหว่างคู่ขัดแย้งทางการเมืองโดยเริ่มจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเมื่อไม่นานมานี้นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ได้แสดงความจำนงที่ต้องการให้รัฐบาลเลิกการใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นประตูสู่การสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ตรงกันข้ามรัฐบาลไม่ให้ความสนใจแต่ยังคงใช้กฎหมายนี้ต่อไปเรื่อยๆ แบบยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ไม่ใช่รัฐบาลไม่รับรู้ เพราะทราบดีว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวในทางนิตินัยนั้นย่อมกระเทือนถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงไม่เคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมายตามตัวอักษรมากนักเพื่อลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ สะท้อนได้จากการปล่อยให้เครือข่ายคนเสื้อแดงสามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้เมื่อไม่นานมานี้
แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วจะไม่มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่หากมองกันตามความเป็นจริงรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงรูปธรรมของกระบวนการสร้างความปรองดองได้ ด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีต้นเหตุมาจาก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” เพราะหากมองสถานการณ์ความไม่สงบในตอนนี้แล้วต้องยอมรับว่าไม่ได้มีความรุนแรงถึงขนาดต้องใช้ยาแรงอย่างกฎหมายฉบับนี้ถ้าเทียบกับช่วงเวลาที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง
เมื่อมองไปยังเครื่องไม้เครื่องมือของรัฐบาลอื่นๆ ก็ยังมีให้เลือกใช้อีกมากเพื่อควบคุมสถานการณ์ เช่น พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งน่าสมเหตุสมผลพอสมควรหากรัฐบาลชี้แจงให้สังคมเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือบางอย่างเพื่อรักษาความสงบ แต่ถึง ณ ตอนนี้รัฐบาลก็ยังเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่
การตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ จึงไม่แปลกอะไรที่จะนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญและหาคำตอบให้กับสังคมต่อไปเรื่อยว่า “รัฐบาลจะสร้างความปรองดองอย่างไรภายใต้บรรยากาศของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จนกว่าจะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ผลของการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน นอกเหนือไปจากการเป็นอุปสรรคของการสร้างความปรองดองแล้ว แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถนำบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบได้ แต่กลับยังเกิดเหตุระเบิดป่วนเมืองหลายครั้ง ซึ่งจะย่อมส่งผลเสียหายต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นพอสมควร
ไม่เพียงเท่านี้ แน่นอนว่าผลที่ตามมาย่อมสะเทือนถึงคะแนนความนิยมของรัฐบาลไม่มากก็น้อย ยิ่งมาผนวกกับผลงานที่ยังไม่ค่อยมีรัฐบาลมากนักและปัญหาความโปร่งใสในการทำงานโดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการ เลยเป็นผลลบที่พุ่งตรงมายังรัฐบาลแบบปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้น การต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน ไม่ต่างอะไรกับการทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองต้องล่าช้าออกไปอีก 3 เดือน และเป็นการผลักตัวเองของรัฐบาลให้เข้าสู่กระแสสังคมที่เริ่มกังขาการทำงานของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ







