ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!เรื่องลี้ลับจากรั้ววังจันทรเกษม
บรรยากาศยามย่ำค่ำของสถานที่แห่งนี้ คอยข่มขวัญผู้มาเยือนอย่างไม่ได้ตั้งใจอยู่เสมอ ไม่เพราะเพียงแค่ความไม่คุ้นเคยต่อสถานที่เท่านั้น มีบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด....
บรรยากาศยามย่ำค่ำของสถานที่แห่งนี้ คอยข่มขวัญผู้มาเยือนอย่างไม่ได้ตั้งใจอยู่เสมอ ไม่เพราะเพียงแค่ความไม่คุ้นเคยต่อสถานที่เท่านั้น มีบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด....
โดย....ธเนศน์ นุ่นมัน
บรรยากาศยามย่ำค่ำของสถานที่แห่งนี้ คอยข่มขวัญผู้มาเยือนอย่างไม่ได้ตั้งใจอยู่เสมอ ไม่เพราะเพียงแค่ความไม่คุ้นเคยต่อสถานที่เท่านั้น มีบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด
บางคนบอกว่าอาจเป็นเพราะบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกวิเวกวังเวง หรือสัมผัสได้ว่า บรรยากาศหลังสิ้นแสงอาทิตย์ของที่นี่ มีอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วกว่าที่อื่นๆ
ต้นไม้สูงใหญ่ เคยให้เงาร่มรื่นอยู่ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนกลับดูขรึมขลัง เสมือนกลายร่างเป็นบริวารของหมู่ตึกที่ยืนนิ่งสงบ เฝ้าระวังเพทภัยให้กับทุกซอกมุมของอาคารเก่าแก่นับร้อยปี
‘อาคารราชวัลลภ’ ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของรั้ว ‘วังจันทรเกษม’ แห่งนี้ ซึ่งสถานที่ก่อกำเนิดของ "กระทรวงธรรมการ" กระทรวงที่ทำหน้าที่ดูแล ด้านศาสนา การศึกษา การพยาบาล และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งภายหลัง(พ.ศ.2484)เปลี่ยน มาใช้ชื่อว่า "กระทรวงศึกษาธิการ" โดยแยกหน่วยงานด้านวัฒนธรรม ศาสนา ออกไปอยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงวัฒนธรรม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานที่ดิน บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ด้านทิศตะวันตก แก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เพื่อสร้างเป็นวังที่ประทับสำหรับพระเกียรติยศ ชื่อว่า "วังจันท์" พร้อมกันนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินค่าก่อสร้างอีกหมื่นชั่ง เริ่มก่อสร้างในปี 2450 แล้วเสร็จประมาณปี 2454
กระทั่ง ต้นปี 2482 มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในสมัยนั้น ซึ่งมี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นชอบให้ย้าย กระทรวงธรรมการ มาอยู่ที่วังจันทรเกษมแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นกำลังถูกใช้เปิดเป็นโรงเรียนการเรือน โดยหลังจากมีมติเห็นชอบดังกล่าว ได้อนุมัติงบประมาณเป็นเงิน 4.3 หมื่นบาท มาดัดแปลงเป็นที่ทำการของกระทรวงตั้งแต่นั้นมา
ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำกระทรวงท่านหนึ่ง เล่าว่า เพราะสถานะซึ่งเคยเป็นวังเก่านี่เอง จึงมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมา มากมาย เช่น เคยถูกใช้เป็นที่ตั้ง โรงพยาบาล มีวิญญาณ ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นคนเก่าคนแก่ซึ่งเคยอาศัยที่นี่ ปรากฏร่างให้เห็นบ่อยครั้ง ทั้งในร่างของ เด็กผู้ชายมีผมจุก ผู้หญิงสาวในชุดไทยโบราณ หรือกระทั่งร่างของชายฉกรรจ์ในชุดนักรบ เล่ากันอีกว่า ในสมัยก่อน ที่นี่ผีดุ จนข้าราชการที่นอนเวรเฝ้าตึก ไม่กล้านอนที่อาคารราชวัลลภ ต้องไปนอนที่ ป้อมยามหน้าประตู
บริเวณซึ่งเป็นอาคารของกรมอาชีวศึกษาในปัจจุบัน ด้านสะพาน มัฆวานรังสรรค์ ว่ากันว่า บริเวณนี้ เคยเป็นที่ตั้ง โรงเก็บร่างของผู้เสียชีวิต มี ‘ประตูผี’เป็นช่องทางขนย้ายร่างดังกล่าวออกจากรั้ววัง ปัจจุบัน ช่องประตูที่ว่านี้ ถูกปิดตาย ห้ามเข้าออก
เอกสารหลักฐานที่ระบุว่า ที่นี่เคยเป็นโรงพยาบาล ปรากฏอยู่ ในหนังสือพระราชวังและวังในกรุงเทพฯ โดย ม.ร.ว.แน่งน้อย เกษมศรี เขียนไว้ว่า "เมื่อวังจันทรเกษมสร้างเสร็จแต่มิได้สร้างเพื่อเป็นที่ประทับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ เป็นที่ตั้งสถานพยาบาลสำหรับ ข้าราชการบริพารแทน ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนการเรือน"
“สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงงานดนตรี รับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงที่นี่เป็นที่พักของบรรดาข้าหลวง มหาดเล็ก และผู้สนองงานของพระองท่าน สมัยนั้น บริเวณรอบๆ ซึ่งเปลี่ยนเป็นตึกหมดไปแล้วในปัจจุบัน จึงเคยเป็นที่ตั้งของเรือนต่างๆ ก่อนที่จะผุพังไปตามกาลเวลา แน่นอน ในจำนวนนั้น ก็ต้องมีเรือนพยายบาลรวมอยู่ด้วย” ขวัญเรือน อภิมณฑ์ นักวิชาการศึกษา ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ซึ่งทำงานในกระทรวงแห่งนี้ย่างเข้าปีที่ 37 ไขตำนานลึกลับ ด้วยรายละเอียดจากชิ้นส่วนประวัติศาสตร์
“เนื่องจากเคยเป็นผู้ที่ต้องเขียนบันทึกตำนาน ของวังจันทรเกษม ตามหน้าที่ เคยได้รับมอบหมายให้ ประกอบชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยบันทึกหรือกล่าวถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในทั้งในรั้วแห่งนี้ จากจดหมายเหตุ หลักฐานและเอกสารต่างๆ ทั้งหมดที่ปรากฏ มีทั้งเรื่องจริง มีหลักฐานยืนยัน และเป็นแค่เรื่องเล่าที่แต่งเดิมสีสันเข้าไป”
เธอเล่าอีกว่า “เรื่องที่พูดกันมาระหว่างการก่อสร้างตึกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน มีการขุดพบหัวกะโหลกและ เคยพบไหบรรจุกระดูก ขณะสร้างตึกสิบชั้นของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรื่องนี้ ก็เป็นแค่เรื่องเล่าสู่กันฟัง โดยที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน
“ขณะที่ อีกเรื่องหนึ่ง ที่เล่ากันก็คือ บริเวณ ชั้น 2 ของอาคารราชวัลลภ เคยมีหุ่นผู้หญิงขนาดเท่าคนจริง แต่งกายในชุดไทยแบบต่างๆ ประดับอยู่ หุ่นดังกล่าวนั้นเป็นตัวละครจากบทละครเรื่องต่างๆ ที่ ร.6 ทรงประพันธ์ เป็นหุ่นที่กรมศิลปากรสร้างถวาย ขึ้น สมัยที่ อาจารย์ยุพา อุดมศักดิ์ มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านเล่าว่า เวลานั่งทำงานที่โต๊ะ ซึ่งรายรอบไปด้วยหุ่น รู้สึกเหมือนมีใคร มายืนจ้องอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุด อาจารย์ยุพาก็ให้เก็บหุ่นไปที่กรมศิลปากร เมื่อตอนที่กระทรวงปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ตอนที่มีอายุครบ 100 ปี
“สมัยที่ ท่านสัมพันธ์ ทองสมัครเป็นรัฐมนตรีว่าการ วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เปรยกับข้าราชการ ว่า ร่ำลือกันว่า ที่นี่ผีดุ ผมเป็นหมอผีจะมาปราบผี จากนั้นท่านก็นั่งทำงานในห้องที่อาจารย์ยุพาเคยนั่ง ผ่านไปไม่นาน ก็มีการนิมนต์พระมาสวดที่ห้องทำงาน โดยท่านไม่เคยเล่าให้ใครฟังว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งเล่ากันมา ก็คือทั้งเสียงเดินทั้งๆ ที่ไม่มีใคร เสียงน้ำเปิดเอง ประตูปิดเอง ถ้าทำงานค่ำๆ บางทีก็ได้ยินเสียงบรรเลงดนตรีไทย ที่ไพเราะมาก ดังแว่วมา เรียกว่าได้ยินกันจนชิน” ขวัญเรือน เล่าอย่างน่าระทึก
“บริเวณห้องที่ร่ำลือกันว่า มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นนั้น ปัจจุบันเป็นห้องทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้งสองท่าน ขณะที่ห้องซึ่งอยู่ติดๆ กันนั้น สมัยก่อน เล่ากันว่า แรงถึงกับนั่งทำงานกันไม่ได้ ปัจจุบันเป็นห้องคณะที่ปรึกษา แม้ตอนนี้จะได้ยินเรื่องเหตุการณ์ประหลาดๆเกิดขึ้นน้อยลง แต่สิ่งทราบกันดี และยึดถือกันมานานสำหรับผู้ที่ทำงานที่นี่ก็คือ ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ เพราะที่นี่ ใครท้า เจอทุกคน” นักวิชาการศึกษา ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เล่า


