จับขั้วปชป.-เพื่อไทย พูดง่ายแต่ทำยาก
ข้อเสนอให้พรรคการเมืองจับมือเพื่อสกัด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกหยิบยกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ข้อเสนอให้พรรคการเมืองจับมือเพื่อสกัด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกหยิบยกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้
“พรรคการเมืองที่จะรวมกันก็ต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งโอกาสยากมากเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นคนตั้ง สว. ก็ต้องคัดเลือกคนที่เชื่อฟังตัวเอง ดังนั้นพรรคใหญ่ 2 พรรคต้องจับมือเกือบจะเป็นคณิตศาสตร์แบบนั้น แต่ก็เกิดขึ้นได้ และไม่ควรปิดโอกาสในการร่วมมือกันของ 2 พรรคใหญ่ ถ้าจะไม่ให้คนนอก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีก”
จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างงานเสวนาเรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา
สอดรับกับ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวในเวทีเดียวกันว่า เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อความปรองดอง เพราะไม่สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หาก สว. 250 คนไม่เอาด้วย เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.ก็อาจใช้เป็นเหตุผลอยู่ต่อ
“อาจเกิดสภาพที่นักมวยหันมาจับมือกันไล่ถลุงกรรมการ เพื่อเปลี่ยนกติกาที่ไม่เป็นธรรม และเอาระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไป เซตซีโร่ระบบ คสช. ด้วยการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แทนที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยก็ตาม โดยเห็นว่าเราคุยกันด้วยเลือดและชีวิตพอแล้ว ต้องหันมาใช้สันติวิธี”
ถอดรหัส “สัญญาณ” ของแกนนำสองพรรคใหญ่ที่กล่าวสอดรับกันเช่นนี้ น่าจะเป็นการหยั่งกระแสวัดเสียงตอบรับจากทั้งสังคมและบรรดาแกนนำของตัวเองทั้งสองฝ่าย ว่ายอมรับได้หรือไม่กับแนวทางนี้
จะเห็นว่าด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มแสดงท่าทีสนใจจะเข้าสู่สนามการเมือง ผ่านทั้ง 6 คำถาม ที่ออกมาสำรวจความเห็นประชาชน ที่ถูกตีความว่าเป็นการ “เปิดหน้า”
แม้จะไม่ใช่การลงสนามในนาม “ผู้สมัคร” ที่ลงแข่งในรอบปกติ ร่วมกับผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องขับเคี่ยวกันในการเลือกตั้งที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561
แต่ด้วยช่องทางพิเศษที่เปิดประตูไว้รอ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ยิ่งทำให้ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ มาแรงท่ามกลางเสียงสนับสนุนที่เปิดหน้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางกระแสเตรียมตั้งพรรคการเมืองของบางกลุ่มทั้ง กลุ่มของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจองกฐินล่วงหน้ามาหลายปี ประกาศเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง”
รวมทั้งท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่เปิดช่องพร้อมตั้งพรรคการเมืองหากถึงคราว “จำเป็น”
สุดท้ายเมื่อรวมกับตัวช่วย 250 เสียง จาก สว. ที่แต่งตั้งมาจาก คสช. ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้โอกาสที่นายกรัฐมนตรีคนนอกจะเป็นคนที่มาจาก คสช. เป็นไปได้สูง
ข้อเสนอการจับมือของพรรคการเมืองไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่มีมาตลอด แต่ทว่ากระแสตอบรับจากสองพรรคใหญ่ดูจะไม่คล้อยตามไปกับข้อเสนอนี้
ประการแรก แนวคิดที่อยู่กันคนละขั้วของเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ มาอย่างยาวนาน คล้ายน้ำและน้ำมันที่ยากจะรวมตัวกันได้ ที่ผ่านมาจึงเห็นท่าทีของทั้งสองฝ่ายออกมาปฏิเสธข้อเสนอนี้กลายๆ
ประการที่สอง ทางการเมืองแล้วเวลานี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมกับการเปิดหน้าประกาศหาผนึกกำลัง ที่จะยิ่งทำให้การเมืองทั้งสองฝั่งต้องคอยตอบคำถามมวลชนฐานเสียงของตัวเอง
อันจะเป็นผลเสียทำให้การหาเสียงในอนาคตของทั้งสองฝั่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะกับท่าที จุดยืน และนโยบายที่ดูจะไปคนละทิศละทาง จนยากจะหาข้อสรุปร่วมกันได้
ประการที่สาม ไม่ใช่เรื่องง่ายในภาวะที่คะแนนนิยมของพรรคการเมือง ที่พยายามถูกทำให้เห็นว่าเป็น “จำเลย” สร้างปัญหาหมักหมมในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ยากจะรวมเสียงกันได้ยาก ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อมั่นใน คสช.แม้จะค่อยๆ ลดลง
ประการที่สี่ ด้วยระบบเลือกตั้งแบบใหม่บัตรเดียว นับคะแนนทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งวิเคราะห์แล้วจะทำให้เกิดพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากได้ยาก และอาจนำไปสู่สภาพ “เบี้ยหัวแตก”
การที่สองพรรคใหญ่จับมือกันอาจไม่มีพลังเพียงพอไปคัดง้างกับอีก 250 เสียงของ สว.
อีกด้านหนึ่งการจะให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก มาร่วมจับมือด้วยก็เป็นไปได้ยาก เพราะบางพรรคก็เริ่มประกาศตัวสนับสนุน คสช.ล่วงหน้าไปแล้ว
สุดท้าย ทางเลือกที่พรรคใหญ่จะไปจับกับฝั่ง คสช. จึงอาจจะเป็นไปได้มากกว่ามาจับมือกันเอง ยิ่งด้วยกลไกที่วางไว้รองรับรัฐบาลที่จะมาในอนาคต ทั้งคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองจะเดินหน้าทำงานไปตามแนวนโยบายที่ตัวเองมุ่งหวัง
ดังนั้น ถึงแม้สถานการณ์เวลานี้จะบีบให้พรรคใหญ่ต้องจับมือกัน หากหวังจะสู้กับ คสช. ในอนาคต แต่ในทางปฏิบัติแล้วทางเลือกนี้ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง


