
ศึกชิงนายกเมืองพัทยาเดือด! จับตาแชมป์เก่าชนพรรคประชาชน
เจาะลึกสมรภูมิต่างอุดมการณ์พิสูจน์ศรัทธาครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างผู้สานต่อภารกิจโครงสร้าง ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์กับผู้ท้าชิงโมเดลเปลี่ยนเมืองพัทยา อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาเป็นการแข่งขันหลักระหว่างแชมป์เก่า ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ที่เน้นการสานต่องานเดิม กับผู้ท้าชิง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร จากพรรคประชาชน
- นายปรเมศวร์ฯ ชูสโลแกน "พัทยาไปต่อ" พร้อมนโยบาย "333" โดยมุ่งเน้นความต่อเนื่องในการทำงานและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดแคลนบุคลากร
- นายอิทธิวัฒน์ฯ จากพรรคประชาชน เสนอนโยบายเชิงรุก 3 ข้อหลักเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรัง เช่น ศูนย์เด็กเล็ก 24 ชั่วโมง, การนำโรงแรมเข้าระบบเพื่อขจัดส่วย และการขยายโรงเรียนมัธยม
บรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการปะทะกันทางความคิดในการบริหารท้องถิ่นระดับประเทศ
การขับเคี่ยวครั้งนี้เป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง "กลุ่มการเมืองเดิม" ผู้กุมกลไกอำนาจและเข้าใจรอยต่อของระบบราชการ กับ "พรรคประชาชน" ผู้เสนอตัวเป็นสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง
ทำให้สปอตไลท์ทุกดวงต้องจับจ้องมาที่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้อย่างไม่อาจสายตา
บนกระดานการเมืองฝั่งแชมป์เก่า "นายกเบียร์" นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีตนายกเมืองพัทยา ก้าวลงสู่สนามด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมภายใต้ร่มเงาของคำว่า "พัทยาไปต่อ" โดยมุ่งเน้นไปที่ความต่อเนื่องในการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี นายปรเมศวร์ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เมืองพัทยาเผชิญอยู่ โดยเฉพาะวิกฤต "ขาดแคลนบุคลากร" ซึ่งปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจริงเพียง 400 อัตรา จากความต้องการจริงกว่า 600 อัตรา อันเป็นผลพวงจากคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560
เพื่อทลายข้อจำกัดและขับเคลื่อนเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวนี้ แชมป์เก่าจึงได้คลอดนโยบาย "333" หรือ "3 ยุทธศาสตร์ 3 เป้าหมาย 33 นโยบาย" พร้อมเตรียมขยายผลสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เปิดตัวทีมงานคุณภาพในวันที่ 6 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ขณะที่ฟากฝั่งผู้ท้าชิง "อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร" ตัวแทนจาก พรรคประชาชน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการจับมือพันธมิตรครั้งสำคัญ ผนึกกำลังกับ "กลุ่มพัทยาร่วมใจ" ของ"นิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร" ถือเป็นการผสานฐานเสียงเดิมในพื้นที่เข้ากับกระแสยุคใหม่ พร้อมส่งทีมสมาชิกสภาเมืองพัทยาลงสู้ศึกครบครันถึง 24 คน
พรรคประชาชนได้ตกผลึกแผนพัฒนาเป็นนโยบาย 37 ข้อ โดยมี "3 หมัดเด็ด" ที่มุ่งทลายปมปัญหาเรื้อรังของคนพัทยา ประกอบด้วย
ศูนย์เด็กเล็ก 24 ชั่วโมง: นวัตกรรมสวัสดิการรองรับคนทำงานภาคเศรษฐกิจกลางคืนและธุรกิจโรงแรม
ผู้ประกอบการไร้ส่วย: ดึงธุรกิจโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตกว่าแสนห้องขึ้นมาอยู่ "บนดิน" อย่างโปร่งใส เพื่อขจัดวงจรใต้โต๊ะ
ขยายโรงเรียนมัธยมปลาย: เพิ่มสถานศึกษาของรัฐในอำเภอบางละมุง เพื่อตัดวงจรค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกลของผู้ปกครอง
หากย้อนมองภาพรวม สมรภูมินี้ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วความคิดอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองทะลุข้อจำกัดทางกฎหมายและมุ่งแก้ปมจากภายในด้วยระบบราชการที่คุ้นเคย
ส่วนอีกฝ่ายเลือกที่จะรุกคืบด้วยนโยบายเชิงรุกที่พุ่งเป้าไปที่ปากท้องและโครงสร้างความโปร่งใส ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองเส้นทางต่างมีเป้าหมายเพื่อนำพัทยาไปสู่จุดที่ดีกว่า แต่เครื่องมือและวิถีทางนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนตาชั่งใบใหญ่ที่ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจว่า ระหว่าง "ความเชี่ยวชาญในระบบเดิมเพื่อสานงานต่อ" กับ "โมเดลเปลี่ยนเมืองที่เน้นความโปร่งใสและจับต้องได้" สิ่งใดคือคำตอบที่แท้จริงของพวกเขาร่วมกัน? เสียงสิทธิ์เสียงเสียงชี้ชะตาในครั้งนี้จะเป็นผู้ให้คำตอบอย่างเป็นรูปธรรมในท้ายที่สุด







