
T-POP ฟื้นอุตสาหกรรมเพลงไทย ดันรายได้รวม ค่ายแตะ 1.1 หมื่นล้าน
T-POP มาแรง ฟื้นอุตสาหกรรมเพลงไทย Superfan พร้อมเปย์หนัก Gen Z ฟังศิลปินไทยมากสุด ลุ้นรายได้รวมค่ายเพลงแตะ 1.3 หมื่นล้าน ในปี 2029
กระแส T-POP มาแรง ไม่แพ้ KPOP หลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แทรกซึมไปทั่วอาเซียน จีน ลาตินอเมริกา สิ่งที่เห็นชัดคือ แฟนคลับเริ่มบินข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาชมคอนเสิร์ต ในขณะที่ศิลปินไทยบางรายก็เริ่มออกทัวร์ต่างประเทศ เช่น ศิลปินวง BUS because of you i shine ที่เริ่มจัดเอเชียแฟนคอนทัวร์ครั้งแรกในปีนี้
บทวิเคราะห์ SCB EIC ประเมินว่า รายได้รวมของค่ายเพลง T-POP จะเพิ่มขึ้นแตะ 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2026 และขยายสู่ระดับ 1.3 หมื่นล้านบาทในปี 2029 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 5.8% ต่อปี
ทั้งนี้ เมื่อมองถึงปัจจัยดันอุตสาหกรรม SCB EIC มองว่า การเติบโตของ T-POP ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- แพลตฟอร์ม Music Streaming ที่ทำให้เพลงไทยเข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกง่ายขึ้น
- กระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียที่ช่วยผลักดันเพลงให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว
- การยกระดับคุณภาพงานโปรดักชัน ภาพลักษณ์ และการตลาดให้ใกล้มาตรฐานสากล
- ความนิยมของซีรีส์วายไทย ที่ช่วยต่อยอดแฟนคลับจากเพลงประกอบสู่ตัวศิลปิน
Gen Z ฟัง T-POP มากสุด
ขณะที่ข้อมูลจาก Nikkei Asia ระบุว่า สัดส่วนการฟังเพลงไทยของผู้ฟังในประเทศบนแพลตฟอร์มสตรีมมิง เพิ่มจาก 35% ในปี 2021 เป็น 50% ในปี 2024 ขณะที่ผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า 71% ของผู้บริโภคฟัง T-POP มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่สูงถึง 81%
ด้านแพลตฟอร์ม Spotify เปิดเผยว่า เพลย์ลิสต์ “RADAR Thailand” มียอดฟังเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงปี 2023-2024 พร้อมขยายฐานผู้ฟังไปยังสหรัฐฯ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย
ความนิยมดังกล่าวยังเปิดประตูให้ศิลปินไทยขึ้นเวทีเทศกาลดนตรีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Coachella และ Summer Sonic ซึ่งสะท้อนว่า T-POP เริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น
Superfan เป็นหัวใจใหม่ของธุรกิจเพลง
แม้รายได้จากการสตรีมเพลงจะเติบโต แต่รายได้ต่อการฟังยังอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยเพียง 0.01-0.36 บาทต่อครั้ง ทำให้อุตสาหกรรมเพลงเริ่มหันมาโฟกัสกลุ่ม “Superfan” หรือแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก MIDiA Research ระบุว่า แม้กลุ่ม Superfan จะมีสัดส่วนเพียง 1.9% ของฐานผู้ฟังทั้งหมด แต่สามารถสร้างรายได้ให้ศิลปินได้ถึง 42% ผ่านกิจกรรม Fan Funding สินค้า Merchandise และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ
ผลสำรวจของ SCB EIC ยังพบว่า 86% ของแฟนคลับมีพฤติกรรมใช้จ่ายซ้ำเพื่อสนับสนุนศิลปิน ทั้งการซื้อบัตรคอนเสิร์ต สินค้าที่ระลึก อัลบั้ม โฟโต้บุ๊ก ไปจนถึงกิจกรรมแฟนมีต ไม่เพียงเท่านี้ แรงหนุนจากแฟนคลับยังต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นจำนวนมาก เช่น
- ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์
- ธุรกิจสื่อโฆษณาและ Fandom Marketing
- ธุรกิจ Food Truck และ Food Support
- ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก
SCB EIC ระบุว่า จำนวนรอบคอนเสิร์ตใหญ่ของศิลปิน T-POP ในไทย เพิ่มจาก 37 รอบในปี 2024 เป็น 51 รอบในปี 2025 และครึ่งแรกของปี 2026 มีการจัดไปแล้วมากกว่า 30 รอบ
T-POP มีโอกาสโตระดับโลก แต่ยังต้องฝ่าด่านแข่งขัน-เงินทุน-บุคลากร
แม้กระแส T-POP จะเริ่มขยายฐานผู้ฟังไปยังอาเซียนและเอเชียตะวันออกมากขึ้น แต่เส้นทางสู่การเป็นอุตสาหกรรมเพลงระดับโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทายสำคัญ ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงจาก K-POP การขาดบุคลากรเบื้องหลังระดับสากล รวมถึงข้อจำกัดด้านเงินทุนและระบบนิเวศอุตสาหกรรมเพลงไทย
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ คือ การสร้างการยอมรับในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียที่ K-POP มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น มีกำลังซื้อสูง และได้เปรียบทั้งด้านเงินทุน เครือข่ายพันธมิตร และระบบบริหารจัดการระดับโลก
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ T-POP ยังอยู่ที่ “ความเป็นธรรมชาติ” ของศิลปินไทยที่เข้าถึงง่าย การผสมผสานดนตรีป๊อปไทยเข้ากับความสากล รวมถึงฐานแฟนคลับจากซีรีส์วายไทยที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ซึ่งกลายเป็นประตูสำคัญในการพาศิลปินไทยเข้าสู่ตลาดโลก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การขาดบุคลากรเบื้องหลังที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจดนตรีระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการ A&R (Artists and Repertoire) ที่เข้าใจเทรนด์เพลงโลก หรือผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์และการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันศิลปินไทยให้แข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
การทำ Co-production หรือสร้างพันธมิตรกับค่ายเพลงต่างประเทศ จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดได้เร็วขึ้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ทีมงานไทยเรียนรู้ระบบการทำงานระดับสากล และยกระดับมาตรฐานการผลิตผลงานเพลงไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านเงินทุนยังเป็นอุปสรรคสำคัญของค่ายเพลงขนาดเล็กและศิลปินอิสระ เนื่องจากการพัฒนาศิลปินสู่ระดับสากลต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลาคืนทุนค่อนข้างนาน ขณะที่ระบบการเงินไทยยังไม่เอื้อต่อการนำทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์เพลง มาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้เต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเพลงไทยยังขาดการเชื่อมโยงแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศิลปิน บุคลากรเบื้องหลัง พื้นที่แสดง ไปจนถึงเครือข่ายการตลาดระดับนานาชาติ ส่งผลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัด
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของศิลปินไทย คือ MILLI ที่ได้เข้าร่วมรายการ Show Me The Money ของเกาหลีใต้ จนกลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และมีโอกาสร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก
ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นความร่วมมือระหว่างค่ายเพลงไทยกับต่างชาติมากขึ้น เช่น Tencent Music Entertainment เข้าถือหุ้น 10% ใน GMM Music เพื่อขยายตลาด T-POP ในจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่าง GMM Music กับ LDH JAPAN ในการพัฒนาศิลปินไอดอลไทย-ญี่ปุ่นสู่ตลาดโลก
นอกจากการรุกต่างประเทศ ค่ายเพลงไทยยังเร่งสร้างความแข็งแกร่งในประเทศ ผ่านการดูแลกลุ่ม “Superfan” ที่พร้อมสนับสนุนศิลปินในทุกมิติ ทั้งการจัดกิจกรรมแฟนมีต การสร้างคอนเทนต์ร่วมกับแฟนคลับ และการใช้โซเชียลมีเดียเชื่อมต่อกับผู้ติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจเพลงยุคใหม่ของ T-POP
รัฐต้องเร่งสร้าง “ระบบนิเวศ” ดัน T-POP เป็น Soft Power
SCB EIC มองว่า หากภาครัฐต้องการผลักดัน T-POP ให้กลายเป็น Soft Power ระดับโลก จำเป็นต้องเร่งพัฒนา 4 ด้านสำคัญ คือ
- กำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเพลงที่ชัดเจน
- สนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- พัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเพลงแบบครบวงจร
- ยกระดับการบริหารลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
ปัจจุบันภาครัฐเริ่มผลักดันผ่าน THACCA และ Creative Economy Agency ผ่านโครงการ Music Exchange ที่สนับสนุนศิลปินไทยไปแสดงในต่างประเทศ







