
เกษตรทฤษฎีใหม่ No barriers to exit
เมื่อครั้งที่ผมอ่านเรื่อง "เกษตรทฤษฎีใหม่"
โดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด
เมื่อครั้งที่ผมอ่านเรื่อง "เกษตรทฤษฎีใหม่" ของพระองค์ท่านเป็นครั้งแรก เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน สิ่งที่ผมตื่นเต้นมากที่สุดคือ การที่พระองค์ท่านนำแนวคิดเรื่อง No barriers to exit มาใช้ได้อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขในชีวิตของเกษตรกรอย่างดียิ่ง
แน่นอนว่า คำว่า No barriers to exit ไม่ใช่คำใหม่ แถมยังเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งเป็นมนตราที่วิชาเศรษฐศาสตร์ใช้ในการเชิญชวนให้ผู้คนหลงใหลใน "ตลาดเสรี" แต่คำว่า No barriers to exit กลับเป็นคำที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดคำหนึ่งในวิชาเศรษฐศาสตร์
แต่ในเกษตรของทฤษฎีใหม่ของพระองค์ท่าน ก่อนที่เกษตรกรจะพร้อมไปแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอกในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม พระองค์ท่านทรงแนะนำว่า เกษตรกรควรพึ่งตนเองในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง และอุ้มชูกันเอง (ในชุมชน) ในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง ให้ได้เสียก่อน
สำหรับผม คำว่า "พึ่งตนเอง" ของพระองค์ท่าน มิได้หมายความว่า เกษตรกรต้องทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง แต่ต้องสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง และความช่วยเหลือกันเอง (ในชุมชน) อย่างน้อยที่สุดในระดับหนึ่ง
ในชีวิตของเกษตรกร อำนาจต่อรองเป็นสิ่งที่เกษตรกรมักจะเสียเปรียบในการซื้อขายปัจจัยการผลิตและสินค้า เนื่องจากในการเจรจาต่อรอง เกษตรกรมักไม่มี "ทางเลือก" อื่นใดมากนัก นอกจากต้องขายผลผลิต (หรือปัจจัยการผลิต) ในราคาที่ไม่น่าพอใจกับคู่เจรจา
ตามหลักการเจรจาต่อรอง การมีทางเลือกอื่น (ที่ดีกว่า) ที่จะออกจากการเจรจาหรือการหาข้อตกลงกันอยู่ (หรือ Best alternative to negotiated agreement ที่เรียกย่อๆ ว่า BATNA) เป็นอำนาจต่อรองขั้นพื้นฐาน ใครที่มีทางเลือกอื่นที่มากกว่าและ/หรือดีกว่าก็มักจะมีอำนาจต่อรองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่เกษตรกรเผชิญอยู่ การแสวงหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับเกษตรกร
แล้ว BATNA ของเกษตรกรคืออะไร? ตรงนี้แหละครับที่ผมต้องพึ่งพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน
BATNA ที่พระองค์ท่านแนะนำคือ การให้เกษตรกร "พึ่งตนเอง" ให้ได้ก่อนนั่นเอง
การพึ่งตนเองในเกษตรทฤษฎีใหม่ คือการมีน้ำท่า การมีข้าวปลาอาหาร การมีไม้ใช้สอย และการมีพืชเงินสด ให้เพียงพอ "ระดับหนึ่ง" ระดับที่เกษตรกรจะสามารถ "ปฏิเสธ" ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมได้ อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะมีทางเลือกที่ดีกว่าในการเจรจา
ยิ่งหากเกษตรกรสามารถอุ้มชูกันเองได้เพิ่มขึ้นในทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง ตามที่พระองค์ทรงแนะนำด้วยแล้ว ช่วงเวลาและทางเลือกที่เกษตรกรจะมีในการเจรจาต่อรอง ก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย เพราะไม่มีอุปสรรคในการออกจากความสัมพันธ์นั่นเอง
เพราะฉะนั้น ในขณะที่เกษตรทฤษฎีใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับตลาดภายนอก (ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม) แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อเกษตรกรมีความสามารถในการออกจากความสัมพันธ์นั้น หากความสัมพันธ์นั้นอาจกลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมได้ในอนาคต
ดังนั้น ความสามารถในการออกจากความสัมพันธ์หรือการตกลงนั้น จึงเป็นรากฐานที่สำคัญของการสร้างสังคมที่เป็นธรรม และรากฐานนั้นได้จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองและอุ้มชูกันเองได้นั่นเอง
ผมจึงเรียกง่ายๆ ว่า ภาวะ "ขาดเธอแล้วฉันไม่รู้สึก" หรือ No barriers to exit
ด้วยข้อคิดจากพระองค์ท่าน ทำให้ถ้อยคำเดิมๆ ที่ผมเคยท่อง ตั้งแต่เป็นนิสิต แต่ไม่เข้าใจความหมายและการประยุกต์ใช้ กลับมามีความหมายยิ่งใหญ่
เวลาผมดำเนินการ หรือชวนชาวบ้านดำเนินการอะไร ผมจะต้องคิดถึงทางเลือกที่ทุกฝ่ายจะสามารถก้าวออกจากความสัมพันธ์ที่เรากำลังเจรจาหรือดำเนินการอยู่ ผมจะชวนชาวบ้านคิดถึงทางเลือกที่สอง และสาม เสมอ
อย่างไรก็ดี ในโลกของธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดเฉพาะตน ธุรกิจหลายๆ รายจึงจำเป็นต้อง "ปิดกั้น" ความเป็นไปได้ในการออกจากความสัมพันธ์ของเกษตรกรด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผูกมัดด้วย สินเชื่อ ด้วยความเชื่อ หรือด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม
หนึ่งในวิธีที่บางธุรกิจนำมาใช้ก็คือ การผลักดันให้รัฐบาลเงื่อนไขทางกฎหมายที่ทำให้ทางเลือกของเกษตรกรเหลือน้อยลง ทั้งในการขายผลผลิต (เช่น การตั้งมาตรฐานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยอิงกับขนาดการผลิต) หรือในการเก็บรักษาปัจจัยการผลิต (เช่น การทำให้การนำพันธุ์พืชที่เก็บรักษามาปลูกขยายต่อเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น)
ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกน้อยลงในการก้าวออกจากความสัมพันธ์เดิม ซึ่งแปลว่า เกษตรกรก็จำเป็นต้อง "พึ่งพิง" ธุรกิจนั้นๆ และอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมสำหรับตนเองต่อไป
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำก็คือ การรักษาและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร ไม่ใช่การปิดกั้น และชวนให้เกษตรกรสร้างภาวะ "ขาดเธอแล้วฉันไม่รู้สึก" สำหรับแต่ละครัวเรือนและชุมชนให้ได้ เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการอยู่ร่วมและสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม
พระอัจฉริยะของพระองค์ท่านจึงเป็นรากฐานสำคัญยิ่ง สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย







