posttoday
เกษตรทฤษฎีใหม่ No barriers to exit

เกษตรทฤษฎีใหม่ No barriers to exit

15 ตุลาคม 2560

เมื่อครั้งที่ผมอ่านเรื่อง "เกษตรทฤษฎีใหม่"

โดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด

เมื่อครั้งที่ผมอ่านเรื่อง "เกษตรทฤษฎีใหม่" ของพระองค์ท่านเป็นครั้งแรก เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน สิ่งที่ผมตื่นเต้นมากที่สุดคือ การที่พระองค์ท่านนำแนวคิดเรื่อง No barriers to exit มาใช้ได้อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขในชีวิตของเกษตรกรอย่างดียิ่ง

แน่นอนว่า คำว่า No barriers to exit ไม่ใช่คำใหม่ แถมยังเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งเป็นมนตราที่วิชาเศรษฐศาสตร์ใช้ในการเชิญชวนให้ผู้คนหลงใหลใน "ตลาดเสรี" แต่คำว่า No barriers to exit กลับเป็นคำที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดคำหนึ่งในวิชาเศรษฐศาสตร์

แต่ในเกษตรของทฤษฎีใหม่ของพระองค์ท่าน ก่อนที่เกษตรกรจะพร้อมไปแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอกในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม พระองค์ท่านทรงแนะนำว่า เกษตรกรควรพึ่งตนเองในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง และอุ้มชูกันเอง (ในชุมชน) ในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง ให้ได้เสียก่อน

สำหรับผม คำว่า "พึ่งตนเอง" ของพระองค์ท่าน มิได้หมายความว่า เกษตรกรต้องทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง แต่ต้องสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง และความช่วยเหลือกันเอง (ในชุมชน) อย่างน้อยที่สุดในระดับหนึ่ง

ในชีวิตของเกษตรกร อำนาจต่อรองเป็นสิ่งที่เกษตรกรมักจะเสียเปรียบในการซื้อขายปัจจัยการผลิตและสินค้า เนื่องจากในการเจรจาต่อรอง เกษตรกรมักไม่มี "ทางเลือก" อื่นใดมากนัก นอกจากต้องขายผลผลิต (หรือปัจจัยการผลิต) ในราคาที่ไม่น่าพอใจกับคู่เจรจา

ตามหลักการเจรจาต่อรอง การมีทางเลือกอื่น (ที่ดีกว่า) ที่จะออกจากการเจรจาหรือการหาข้อตกลงกันอยู่ (หรือ Best alternative to negotiated agreement ที่เรียกย่อๆ ว่า BATNA) เป็นอำนาจต่อรองขั้นพื้นฐาน ใครที่มีทางเลือกอื่นที่มากกว่าและ/หรือดีกว่าก็มักจะมีอำนาจต่อรองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่เกษตรกรเผชิญอยู่ การแสวงหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับเกษตรกร

แล้ว BATNA ของเกษตรกรคืออะไร? ตรงนี้แหละครับที่ผมต้องพึ่งพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน

BATNA ที่พระองค์ท่านแนะนำคือ การให้เกษตรกร "พึ่งตนเอง" ให้ได้ก่อนนั่นเอง

การพึ่งตนเองในเกษตรทฤษฎีใหม่ คือการมีน้ำท่า การมีข้าวปลาอาหาร การมีไม้ใช้สอย และการมีพืชเงินสด ให้เพียงพอ "ระดับหนึ่ง" ระดับที่เกษตรกรจะสามารถ "ปฏิเสธ" ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมได้ อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะมีทางเลือกที่ดีกว่าในการเจรจา

ยิ่งหากเกษตรกรสามารถอุ้มชูกันเองได้เพิ่มขึ้นในทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง ตามที่พระองค์ทรงแนะนำด้วยแล้ว ช่วงเวลาและทางเลือกที่เกษตรกรจะมีในการเจรจาต่อรอง ก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย เพราะไม่มีอุปสรรคในการออกจากความสัมพันธ์นั่นเอง

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เกษตรทฤษฎีใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับตลาดภายนอก (ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม) แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อเกษตรกรมีความสามารถในการออกจากความสัมพันธ์นั้น หากความสัมพันธ์นั้นอาจกลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมได้ในอนาคต

ดังนั้น ความสามารถในการออกจากความสัมพันธ์หรือการตกลงนั้น จึงเป็นรากฐานที่สำคัญของการสร้างสังคมที่เป็นธรรม และรากฐานนั้นได้จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองและอุ้มชูกันเองได้นั่นเอง

ผมจึงเรียกง่ายๆ ว่า ภาวะ "ขาดเธอแล้วฉันไม่รู้สึก" หรือ No barriers to exit

ด้วยข้อคิดจากพระองค์ท่าน ทำให้ถ้อยคำเดิมๆ ที่ผมเคยท่อง ตั้งแต่เป็นนิสิต แต่ไม่เข้าใจความหมายและการประยุกต์ใช้ กลับมามีความหมายยิ่งใหญ่

เวลาผมดำเนินการ หรือชวนชาวบ้านดำเนินการอะไร ผมจะต้องคิดถึงทางเลือกที่ทุกฝ่ายจะสามารถก้าวออกจากความสัมพันธ์ที่เรากำลังเจรจาหรือดำเนินการอยู่ ผมจะชวนชาวบ้านคิดถึงทางเลือกที่สอง และสาม เสมอ

อย่างไรก็ดี ในโลกของธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดเฉพาะตน ธุรกิจหลายๆ รายจึงจำเป็นต้อง "ปิดกั้น" ความเป็นไปได้ในการออกจากความสัมพันธ์ของเกษตรกรด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผูกมัดด้วย สินเชื่อ ด้วยความเชื่อ หรือด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม

หนึ่งในวิธีที่บางธุรกิจนำมาใช้ก็คือ การผลักดันให้รัฐบาลเงื่อนไขทางกฎหมายที่ทำให้ทางเลือกของเกษตรกรเหลือน้อยลง ทั้งในการขายผลผลิต (เช่น การตั้งมาตรฐานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยอิงกับขนาดการผลิต) หรือในการเก็บรักษาปัจจัยการผลิต (เช่น การทำให้การนำพันธุ์พืชที่เก็บรักษามาปลูกขยายต่อเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น)

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกน้อยลงในการก้าวออกจากความสัมพันธ์เดิม ซึ่งแปลว่า เกษตรกรก็จำเป็นต้อง "พึ่งพิง" ธุรกิจนั้นๆ และอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมสำหรับตนเองต่อไป

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำก็คือ การรักษาและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร ไม่ใช่การปิดกั้น และชวนให้เกษตรกรสร้างภาวะ "ขาดเธอแล้วฉันไม่รู้สึก" สำหรับแต่ละครัวเรือนและชุมชนให้ได้ เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการอยู่ร่วมและสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม

พระอัจฉริยะของพระองค์ท่านจึงเป็นรากฐานสำคัญยิ่ง สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา