
ยึดหลักทำงานต้องเป็นทีม
การเข้ามารับตำแหน่งประธาน สรท.กัณญภัค บอกว่า สิ่งที่จะสานต่อจากประธาน สรท.คนก่อน คือ
การเข้ามารับตำแหน่งประธาน สรท.กัณญภัค บอกว่า สิ่งที่จะสานต่อจากประธาน สรท.คนก่อน คือ การอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement) โดยต้องเชื่อมระบบศุลกากรเข้ากับระบบดิจิทัลให้ได้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งต้องพยายามผลักดันกันต่อไปให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการนำเข้าและส่งออกมาก
ขณะเดียวกัน ก็มองว่าระบบขนส่งภายในประเทศเองก็ยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการขนส่งกับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะปัจจุบันการขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ยังต้องใช้รถบรรทุก ทำให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุและรถติดตามมา ดังนั้น จึงควรมีโหมดอื่นๆ เข้ามาช่วย ซึ่งอนาคตนอกจากจะเชื่อมโยงในประเทศแล้วยังต้องเชื่อมไปยังเพื่อนบ้านได้ด้วย
กัณญภัค บอกอีกว่า ปัจจุบัน สรท.ตั้งมาแล้ว 25 ปี ถ้าเทียบกันแล้วก็ถือว่ายังเด็กอยู่มาก การยอมรับจากภาครัฐในช่วงแรกๆ ยังน้อยมาก ดังนั้น เป้าหมายของ สรท.ในยุคต่อไป จะต้องพยายามทำให้เป็นองค์กรที่ทุกคนยอมรับในผลงานที่ออกมามากขึ้น โดยเฉพาะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน รวมถึงเป็นคลังข้อมูลด้านนี้เพื่อสนับสนุนทุกภาคส่วนได้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกของ กัณญภัค มีบุคลิกนิ่งๆ เรียบร้อย แต่เมื่อถึงเวลาทำงานก็จริงจัง จนบางครั้งอาจจะดูดุ แต่ลูกน้องที่ได้ร่วมงานด้วยจะเข้าใจ เพราะเมื่อไหร่ที่เห็นนิ่ง ขึงขังและมีน้ำเสียงที่ห้วนขึ้นแสดงว่า เริ่มมีอารมณ์ (จริงจัง) ในการทำงานแล้ว
“การมีอารมณ์ในการทำงานหรือในที่ประชุมถือว่าไม่ผิด หากจะใช้เสียงในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานกันบ้าง เพราะนั่นแสดงว่าเราสนใจในการทำงานนั้นจริงๆ แต่เมื่องานจบก็ต้องจบ อย่าเอามาถือสากัน ซึ่งหลักในการทำงานของพี่ที่ยึดมาตลอดคือ คนเดียว
ไม่สามารถทำงานได้ ต้องมีทีมงาน แต่ในฐานะที่เป็นหัวหน้าก็ต้องมีความเด็ดขาดบ้าง”กัณญภัค กล่าว
ขณะที่เวลาส่วนตัวจะยึดหลักที่ว่า “Work Right Life Balance” ซึ่งความสมดุลในความหมายของกัณญภัคนั้น ไม่ได้แบ่งว่าจะต้องทำงานกี่วัน หรือต้องหยุดพักกี่วัน แต่จะดูตัวเองว่า พอใจทำแค่ไหน โดยที่ไม่ได้ทำให้เราใช้ชีวิตเครียดจนเกินไป และโชคดีที่ยังเป็นสาวโสดอยู่ ช่วงวันหยุดจึงเน้นทำกิจกรรมกับครอบครัว (พ่อแม่) และอาจหาเวลาไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ







