
อาร์พีจีหายปมร้อนเขย่ากองทัพ
จากเหตุการณ์ล่าสุด ระเบิดอาร์พีจีกว่า 30 นัด และกระสุนปืนกล เอ็ม 60 อีกหลายร้อยนัดอันตรธานหายไปจากคลังสรรพาวุธ จ.ลพบุรี
จากเหตุการณ์ล่าสุด ระเบิดอาร์พีจีกว่า 30 นัด และกระสุนปืนกล เอ็ม 60 อีกหลายร้อยนัดอันตรธานหายไปจากคลังสรรพาวุธ จ.ลพบุรี
โดย...ทีมข่าวการเมือง
จากเหตุการณ์ล่าสุด ระเบิดอาร์พีจีกว่า 30 นัด และกระสุนปืนกล เอ็ม 60 อีกหลายร้อยนัดอันตรธานหายไปจากคลังสรรพาวุธ จ.ลพบุรี แบบไร้ร่องรอย ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
กำลังกลายเป็นชนวนทำลายความน่าเชื่อถือ “กองทัพ” ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าระวังรักษาความสงบภายในประเทศ แต่กลับหละหลวมจนปล่อยให้อาวุธจำนวนไม่น้อยถูกขโมยออกไปจากคลังแสง
ที่สำคัญเรื่องนี้ถูกนำไปโยงกับเหตุระเบิดป่วนเมือง และตั้งข้อสงสัยถึงการเชื่อมโยงกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง จนถึงการเชื่อมโยงต่อไปยังเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้
แม้ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นจากฝั่งกองทัพจะออกมาพุ่งเป้าว่า เกิดจากการที่ “ทหาร” ขโมยไปขายหารายได้ส่วนตัว แต่หลายฝ่ายยังไม่อาจปักใจเชื่อเมื่ออาวุธดังกล่าวที่ถูกขโมยไปมี “อาร์พีจี” ซึ่งเป็นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ป่วนที่ผ่านมารวมอยู่ด้วย
ไมว่าจะเป็นการยิงอาร์พีจีไปยังกระทรวงกลาโหม และการยิงคลังน้ำมัน ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิต และยิงคลังน้ำมันถังเปล่า ของกรมพลาธิการทหารบก จ.นนทบุรี
ยิ่งจับสัญญาณจากสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยิ่งไม่อาจทำให้รีบตัดประเด็นเรื่องขโมยออกไปสร้างสถานการณ์
“ก็อาจเป็นไปได้เพราะการขโมยของอย่างนี้ก็หวังเอาไปขายหาเงิน แต่ว่าอย่าเพิ่งสรุป”
ท่ามกลางบรรยากาศ สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในสังคม ทั้งการแจ้งเตือนเหตุวินาศกรรมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงการเฝ้าระวังจุดสุ่มเสี่ยงของ ศอฉ. และรายงานข่าวลอบสังหารผู้นำจากหน่วยงานด้านการข่าว
งานนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะใช้เวลาสัปดาห์กว่าที่ขอไว้ในการสืบหาข้อเท็จจริง เร่งทำความจริงให้เป็นที่ปรากฏและออกมาแถลงทำความเข้าใจกับสังคมที่ยังเคลือบแคลงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งระบบเวรยามที่มีคู่มือปฏิบัติที่แข็งแรง แต่กลับหละหลวมจนมีช่องโหว่ หรือมีการรู้เห็นเป็นใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง จนเกิดมีการขโมยออกไปได้
เที่ยวนี้ “บิ๊กป๊อก” กำชับให้การสืบสวนทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ เพื่อนำคนที่ต้องสงสัยมาตรวจสอบเพื่อให้ได้ของคืนมา นำคนกระทำผิดมาลงโทษ โดยงัดการพิสูจน์หลักฐานทางดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัยมาตรวจสอบ
ที่สำคัญนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาวุธสูญหาย และไม่น่าจะใช่ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ลงมากำชับกวดขันดูแลอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน เมื่อคลังแสงของกองพันทหารช่าง สนาม 401 ค่ายอภัยบริรักษ์ จ.พัทลุง มีอาวุธหายไปทั้ง ระเบิด เอ็ม 67 จำนวน 69 ลูก กระสุนปืน เอชเค และเอ็ม 16 อย่างละ 3,000 นัด
หลังจากนั้น พล.ท.พิเชษฐ์ พิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาระบุว่าทหารยามจำนวน 10 คน ได้รับสารภาพว่าเป็นการร่วมขโมยอาวุธไปขายให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่ โดยมีการทำเป็นกระบวนการมานานแล้ว
ยังไม่นับรวมกับอาวุธที่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ถนนราชดำเนิน ขโมยไปในช่วงชุลมุน จน ศอฉ.เตรียมดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้เอาไปไม่มีความผิด หากนำมาคืน
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมที่เกิดขึ้นในกองทัพ ซึ่งแม้จะมีระเบียบหลักเกณฑ์ เฝ้าระวังเข้มงวดมากเพียงใดก็ตาม กลับยังปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้
เสธ.อู้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.สรรหา มองว่าปัญหาอาวุธที่ถูกขโมยจากคลังแสงของกองทัพส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของนายทหารระดับล่าง ที่นำไปขายตามใบสั่งที่ได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นจากในหรือต่างประเทศ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
ดังจะเห็นจากอาวุธที่สูญหายไป ส่วนใหญ่จะเป็นอาวุธที่ไม่ใช่ใช้สำหรับการก่อเหตุในพื้นที่ แต่เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในการสู้รบเปิดฉากปะทะ อย่างเช่นในพื้นที่ชายแดนพม่ากับชนกลุ่มน้อย จึงมองว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
ทั้งนี้ แน่นอนว่าต้องทำให้กองทัพได้รับผลกระทบ ซึ่งการแก้ไขปัญหาต่อไปนี้เป็นเรื่องที่จะต้องไปดูช่องโหว่ อุดรอยรั่วต่างๆ ไม่ให้เปิดช่องให้คนสามารถกระทำผิดได้
ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้น การลักลอบขโมยอาวุธ และเครื่องกระสุน ใช้วิธีทยอยหยิบมาครั้งละน้อย เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต เนื่องจากอาวุธที่หายไปล่าสุด อาร์พีจี 30 กว่าลูก มีขนาดไม่เล็ก พอจะขนออกมาทีเดียวและไม่เป็นที่สังเกต
กระบวนการป้องกันจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก โดยเฉพาะคลังแสงขนาดใหญ่อย่างที่ จ.ลพบุรี
ซึ่งมีอาวุธจำนวนมากหลากหลายประเภท และกระบวนการตรวจสอบก็เกิดขึ้นเพียงแค่เดือนละครั้ง กว่าจะรู้ก็ล่วงเลยไปนานแล้ว
อย่างไรก็ตามในแง่ “ทหารแตงโม” หลายฝ่ายยังวิตกกันว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำอาวุธออกมาจากคลังแสงและนำไปสู่กลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มชุดดำ ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม แสดงความเป็นห่วงและแจ้งเตือนให้ระมัดระวังตัวมากขึ้น
แม้ที่ระบุว่าอาวุธถูกขายไปยังชายแดน แต่ยังไม่มีใครแน่ใจได้ว่าเส้นทางต่อจากชายแดนถูกกลุ่มใดซื้อต่อไปใช้ ก่อการในพื้นที่ใดหรือไม่
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่กองทัพไม่อาจนิ่งนอนใจปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซากต่อไป ไม่เช่นนั้นกองทัพจะเสื่อมศรัทธา ลงมากไปกว่านี้ เพราะที่ผ่านมา ข่าวคาวเรื่องการทุจริตในการจัดซื้ออาวุธ อาทิ รถหุ้มเกราะยูเครน เรือเหาะ และเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด (จีที 200) ยังไม่คลายไปจากความเคลือบแคลงของสังคมเลย







