posttoday
เปิดยุค บอนด์มังกรครองโลก

เปิดยุค บอนด์มังกรครองโลก

22 กันยายน 2553

ท่ามกลางกระแสกดดันค่าเงินหยวนอย่างดุดันของรัฐบาลสหรัฐ จีนไม่เพียงแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ไปตามสมควรดังที่เป็นมา

ท่ามกลางกระแสกดดันค่าเงินหยวนอย่างดุดันของรัฐบาลสหรัฐ จีนไม่เพียงแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ไปตามสมควรดังที่เป็นมา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแสกดดันค่าเงินหยวนอย่างดุดันของรัฐบาลสหรัฐ จีนไม่เพียงแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ไปตามสมควรดังที่เป็นมา แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ส.ค.ก.ย.) จีนยังผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับค่าเงินอย่างครึกโครมไม่น้อย และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐกดดันจีนหนักหน่วงเป็นพิเศษ แม้กระทั่งล่าสุด ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังตำหนิจีนเรื่องค่าเงินหยวนอย่างไม่ไว้หน้า
แต่ดูเหมือนว่าจีนจะเบนเข็มให้ความสนใจค่าเงินหยวนในประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับค่าเงินเสียแล้ว

เปิดยุค บอนด์มังกรครองโลก

นั่นคือความพยายามของจีนที่จะขายพันธบัตรหรือบอนด์สกุลเงินหยวน จนในช่วง 2 เดือนมีสถาบันการเงินใหญ่และรัฐบาลบางประเทศสนใจที่จะซื้อบอนด์หยวนอย่างจริงจังมากขึ้น

จีนเริ่มขายบอนด์หยวนตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ด้วยมูลค่าราว 6,000 ล้านหยวน โดยใช้ฮ่องกงเป็นตลาดซื้อขาย จุดประสงค์ตามที่กระทรวงการคลังของจีนระบุคือเพื่อ “ยกระดับสถานะของเงินหยวน”

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ทราบกันในหมู่นักวิเคราะห์และนักลงทุนว่า การขายบอนด์หยวนมิได้มีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนดังเช่นการขายบอนด์ในกรณีอื่น (และเป็นกรณีส่วนใหญ่) แต่เพื่อยกระดับเงินหยวนให้มีความเป็นสากลยิ่งขึ้น หรือนัยหนึ่งก็เพื่อผลักดันให้หยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลกเทียบชั้นกับเงินยูโร เงินเยน และเงินดอลลาร์ของสหรัฐ

การยืมตลาดฮ่องกงเป็นแหล่งซื้อขายแห่งแรกของบอนด์หยวน ยังเห็นได้ชัดว่าต้องการใช้ฮ่องกงเป็นสถานที่ทดสอบการซื้อขาย เนื่องจากฮ่องกงมีสาธารณูปโภคด้านการเงินที่แข็งแกร่งกว่าจีนแผ่นดินใหญ่
แท้จริงแล้วจีนเปิดขายบอนด์ที่อิงกับเงินหยวนตั้งแต่ปี 2548 โดยชุดแรกเรียกว่า “แพนด้า บอนด์” ออกโดย IFC และ ADB ซึ่งเป็นองค์กรด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศในเอเชีย อย่างไรก็ตามกว่าที่จะเปิดให้ขาย แพนด้า บอนด์ ได้ จะต้องผ่านกระบวนการเจรจาหลายขั้นตอน เนื่องจากจีนเกรงว่า พันธบัตรชุดนี้จะกระทบต่อมาตรการตรึงค่าเงินหยวนในขณะนั้น

ต่อมาเมื่อปี 2550 แบงก์ ออฟ ไชนา และธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ ของจีนออกบอนด์ที่อิงกับเงินหยวนที่ตลาดฮ่องกง ด้วยมูลค่า 3,000 ล้านหยวน และล่าสุดในปีนี้ แบงก์ ออฟ ไชนา เตรียมออกบอนด์หยวนอีกครั้งด้วยมูลค่า 5,000 ล้านหยวน

แต่ต้องสังเกตว่าการออกบอนด์ที่อิงกับเงินหยวนเหล่านี้มิได้มีจุดประสงค์เพื่อการระดมทุนเท่านั้น แต่ยังหวังผลทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสำคัญ

สำหรับผลทางด้านเศรษฐกิจนั้น จีนไตร่ตรองกระบวนการมาเป็นอย่างดี เพื่อกรุยทางให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่นานาประเทศใช้แลกเปลี่ยนและซื้อขายในตลาดการค้าโลก เริ่มจากการสนับสนุนให้ใช้เงินหยวนสำหรับตลาดตามแนวชายแดน จนในที่สุดประเทศเพื่อนบ้านยอมรับเงินหยวนเทียบเท่ากับเงินสกุลหลักที่ใช้เป็นสื่อกลางการซื้อขาย

ต่อมาคือการผลักดันให้ประเทศคู่ค้าในระดับภูมิภาคใกล้เคียงใช้เงินในการค้าขายกับจีน โดยเป้าหมายหลักอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกลุ่มประเทศ BRIC อันประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน

การปล่อยบอนด์หยวนเป็นขั้นตอนต่อไป ในการสร้างความเป็นสากลให้กับสกุลเงินในระดับที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค

ในปีนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับบอนด์หยวนหลายรายการ ที่ฮือฮาที่สุดเมื่อช่วงเดือน ส.ค. คือการที่ McDonald’s ยักษ์ใหญ่ในวงการฟาสต์ฟู้ด เปิดขายบอนด์เงินหยวนของตนเองจนสามารถระดมทุนได้ถึง 200 ล้านหยวนในตลาดฮ่องกง ที่สำคัญก็คือ McDonald’s ถือเป็นเอกชนรายแรกนอกภาคการเงินที่ออกบอนด์หยวนเพื่อระดมทุน

เมื่อช่วงต้นเดือนนี้มีข่าวจาก WalMart ห้างค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ว่าเตรียมที่จะออกบอนด์หยวนเช่นกันในเร็วๆ นี้

แม้จะเป็นการขายบอนด์เพื่อระดมทุน ซึ่งมีจุดประสงค์ต่างจากรัฐบาลจีน แต่ท่าทีของ McDonald’s และ WalMart แสดงให้เห็นถึงความนิยมและการยอมรับเงินหยวนที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะ McDonald’s และ WalMart ต่างเป็นบริษัทสัญชาติสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของภาคเอกชนสหรัฐต่อเงินหยวน ที่ค่อนข้างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับรัฐบาลสหรัฐ

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. บริษัท ยูไนเต็ด โค รูซัล ผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดในโลกของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โอเลก เดริปัสกา เตรียมขายพันธบัตรสกุลเงินหยวนในตลาดฮ่องกง ท่าทีนี้สะท้อนกระแสนิยมในกลุ่มประเทศ BRIC ซึ่งมีจุดประสงค์แอบแฝงที่การคานอำนาจทางเศรษฐกิจกับสหรัฐและโลกตะวันตกทั้งปวง และหนึ่งในจุดประสงค์อาจรวมถึงการส่งเสริมสกุลเงินภายในกลุ่ม BRIC ด้วยกันเอง ดังที่เคยปรากฏข่าวทำนองนี้ในการประชุมสุดยอด BRIC ครั้งที่ 2 เมื่อปีที่แล้ว

ล่าสุด มีรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara) ได้ซื้อบอนด์หยวนที่ออกโดยรัฐบาลจีนเพื่อใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีรายงานด้วยว่า ธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชียได้ซื้อบอนด์หยวนเข้าทุนสำรองแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ

การซื้อบอนด์หยวนของมาเลเซียและนานาประเทศในเอเชียบ่งชี้ให้เห็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น 2 ประการ คือ การเสื่อมอิทธิพลของเงินเหรียญสหรัฐ และการผงาดขึ้นอย่างช้าๆ ของเงินหยวน

แม้ว่าธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) และกูรูการเงินจะเชื่อมั่นว่าเงินเหรียญสหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกต่อไป แต่ในระยะยาวมีโอกาสที่เงินหยวนจะขึ้นมาเทียบเคียงเงินเหรียญสหรัฐเช่นกัน

เป็นที่น่าสังเกตที่กระแสบอนด์หยวนที่เริ่มมาแรงในช่วง 2 เดือนประจวบเหมาะกับที่สหรัฐกดดันจีนอย่างหนักในเรื่องเงินหยวน จนคล้ายกับว่าจีนและพันธมิตรของจีนพยายามตอบโต้สหรัฐทางอ้อม ในฐานะที่ปล่อยให้สกุลเงินของตัวเองอ่อนค่าจนกลายเป็นความเสี่ยงต่อทุนสำรองทั่วโลก ซึ่งล้วนแต่ตุนเงินเหรียญสหรัฐในสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบสกุลเงินอื่นๆ

ประเด็นข้างต้นมิใช่การเดาสุ่ม เพราะเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีแรกที่รัฐบาลจีนออกบอนด์หยวน ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้เรียกร้องให้นานาประเทศพิจารณาใช้สกุลเงินอื่นแทนที่เงินเหรียญสหรัฐ เพราะเสี่ยงเกินไปที่จะผูกมัดตนเองกับเงินเพียงสกุลเดียว

ถือเป็นการตอบโต้สหรัฐอย่างเห็นได้ชัดและเป็นการตอบโต้ที่ “กล่องดวงใจ” ของเศรษฐกิจสหรัฐเสียด้วย

ในปีนี้จีนเตรียมดันบอนด์หยวนเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ด้วยมูลค่าถึง 8,000 ล้านหยวน ยังไม่นับแผนการปล่อยบอนด์ของภาคเอกชนอย่างแบงก์ ออฟ ไชนา ธนาคารไชนา ดีเวลลอปเมนต์ และเอ็กซิมแบงก์ของจีน รายละ 5,000 ล้านหยวน ท่ามกลางกระแสความต้องการที่คึกคัก

อนาคตของบอนด์หยวนในฐานะตัวแทนบอนด์ดอลลาร์แม้จะยังอีกไกล แต่ก็เริ่มเห็นเค้าลางที่ชัดเจนขึ้นแล้วว่า ในขณะที่สหรัฐกำลังกดดันจีนอย่างไม่ลดละนั้น จีนกำลังใช้เงินหยวนห้ำหั่นกับเงินเหรียญสหรัฐอย่างดุเดือดเช่นกัน

เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจโลก

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา