
รับน้องผู้ว่าการธปท.คนใหม่แก้ไขค่าบาทแข็ง
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกวันๆ ได้เริ่มสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกวันๆ ได้เริ่มสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกวันๆ ได้เริ่มสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว โดยเงินไหลเข้ามาตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ยังมาอย่างช้าๆ จนเมื่อประเทศไทยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายชัดเจน เงินก็เริ่มไหลบ่าเข้ามาจนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าพรวดเดียวเกือบ 7% แล้ว
เงินทุนที่ไหลเข้ามานี้ ในครั้งแรกทุกคนนึกว่าเข้ามามากในตลาดหุ้น เพราะดัชนีหุ้นไทยพุ่งขึ้นพรวดพราด แต่เมื่อเข้าไปดูไส้ในของเงินไหลเข้าแล้ว เงินไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้กว่าแสนล้านบาท สูงกว่าไหลเข้ามาในตลาดหุ้นถึง 3 เท่า เพราะได้ผลตอบแทนสองเด้งจากดอกเบี้ยสูงและกำไรอัตราแลกเปลี่ยน
เงินที่ไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ มีการไล่ซื้อพันธบัตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะยาวนั้นเป็นการซื้อโดยกองทุนต่างชาติที่จะไม่มีผลต่อตลาดเงินตลาดทุนมากนัก
แต่ที่มีผลมากก็คือการไล่ซื้อพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งกองทุนรวมตราสารหนี้ของไทยนิยมซื้อไว้ เพราะมีสภาพคล่องสูงกว่า ทำให้ผลตอบแทนกองทุนรวมสูงขึ้น จึงมีเงินไหลออกจากธนาคารพาณิชย์บางส่วนเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมแทน
เพราะได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย แถมเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากน้อยกว่าอีกด้วย โดยฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์จะเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% ในขณะที่ซื้อกองทุนรวมเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10%
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัดไว้ก่อน เพราะกลัวว่าหากเศรษฐกิจดี สินเชื่อขยายตัวสูง ก็ต้องการสภาพคล่องไว้ปล่อยกู้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และแบงก์มองไปในทางเดียวกันว่าสินเชื่อในปีนี้จะขยายตัว 10%
เมื่อดอกเบี้ยยิ่งขึ้น เงินก็จะยิ่งไหลเข้า เงินบาทก็จะยิ่งแข็งค่าเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ ธปท.ผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการดูแลค่าเงินบาทเริ่มปวดหัว เพราะกลัวออกมาตรการแรงก็จะโดนด่า จากประสบการณ์ที่เคยผ่านมาแล้ว แต่หากออกมาตรการเบาหวิวก็เหมือนไม่ได้ทำอะไร กองทุนเก็งกำไรต่างชาติก็ไม่กลัว
อย่างไรก็ดี ปัญหาค่าเงินแข็งค่าไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่ได้สร้างปัญหาให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ทั้งหมด แต่ของไทยเจอแรงและเร็วไปหน่อย ในเดือน ส.ค. เดือนเดียวค่าเงินแข็งค่าพรวดเดียว 3%
ทางเลือกของ ธปท.ในเรื่องการดูแลค่าเงินจึงมีไม่มากนัก ล่าสุด ธปท.ได้แย้มมาตรการ 4 ข้อในการดูแลค่าเงินบาทตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์ เพื่อที่จะรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง
แม้มาตรการดังกล่าว จะไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทเปลี่ยนทิศ แต่เป็นการสร้างสมดุลให้กับค่าเงินบาทมากขึ้น
ย้อนไปสัปดาห์ที่แล้ว แค่ข่าวลือธปท.จะออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า ก็ฉุดเงินบาทให้อ่อนค่าลงทันที สุดท้ายธปท.ประกาศจะส่งเสริมเงินทุนไหลออกนอกประเทศแทน ทำให้วานนี้ ปฏิกิริยาของตลาดเงินไม่สะทกสะท้านกับมาตรการที่ออกมา เพราะดูจะไม่ได้ส่งผลในทันที
ทั้งนี้ เพราะถ้าไล่มาตรการของ ธปท.ไปแต่ละข้อ คือ ข้อ 1 การอนุญาตให้นิติบุคคลสามารถนำเงินออกไปลงทุน หรือให้กู้ยืมแก่บริษัทแม่และกิจการในเครือในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน จากเดิมให้นำเงินไปลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่จำกัด แต่ให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และให้กู้ยืมแก่บริษัทนอกตลาดได้ไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ข้อนี้ไม่แน่ชัดว่าจะส่งผลทันที เพราะที่ผ่านมาบริษัทไทยทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายแห่งขยายการลงทุนออกไปซื้อกิจการกันหลายแห่งแล้ว เพราะได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้ใช้เงินน้อยลง ประกอบกับเศรษฐกิจต่างประเทศมีปัญหา
ข้อ 2 เปิดให้นำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศได้มากขึ้น จากเดิม 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ข้อนี้นายแบงก์เผยว่า ปริมาณคนไทยที่ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศนั้นมีน้อยมาก เพราะลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างแดนไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ตลาดบ้านของสหรัฐมีปัญหา กลายเป็นนาทีทองของผู้ลงทุน แต่นาทีทองนี้หมดไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เท่าที่พบคือซื้อบ้านให้บุตรหลานที่ส่งไปเรียนต่อต่างแดน เพราะมองว่าซื้อคุ้มกว่าเช่า แต่ไม่ได้มีผลต่อตลาดมากนัก กรณีนิติบุคคลพบบ้างในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการขยายการลงทุนไปตลาดต่างประเทศ แต่เป็นแผนธุรกิจที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจ
ข้อ 3 การเปิดให้นำเงินไปให้บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือกู้ยืมได้สะดวกขึ้น เดิมต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี เปลี่ยนเป็นให้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน ข้อดี คือ คนที่มีแผนอยู่แล้วสามารถทำได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลา กรณีแผนกู้เงินนั้นไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อสุดท้าย นิติบุคคลที่เดิมฝากเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศ (FCD) ได้ไม่เกิน 3 แสนเหรียญสหรัฐ และคนธรรมดาฝากได้ไม่เกิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ ฝากเพิ่มได้เป็น 5 แสนเหรียญสหรัฐ แม้ไม่มีภาระผูกพันจากสัญญาชำระค่าสินค้าและบริการก็ตาม อย่างไรก็ดี คำถามคือ บัญชีเงินฝากต่างประเทศตอนนี้จูงใจหรือไม่ ในเมื่อดอกเบี้ยเงินฝาก เช่น สกุลเหรียญสหรัฐต่ำเตี้ย
ยาเบา 4 ขนานนี้ ดูไม่ระคายปรากฏการณ์เงินบาทแข็งค่าพรวดพราดเท่าใดนัก กระนั้นก็ถือเป็นยาดี เปรียบได้กับวิตามินที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างเงินเข้ากับเงินออกมากขึ้น กรณีเงินทุนไหลเข้า 100% ส่งผล 100% แต่ต่อไปเงินเข้า 100% ส่งผลไม่ถึง 100% จากการตัดขั้นตอนเรื่องเสียเวลาทิ้งไป ให้นำเงินออกได้ทันที และเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้น กระตุ้นให้เงินไหลออกมากขึ้น
ทั้งนี้ เงินที่ไหลเข้ามาเป็นเงินนอกที่โยกเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เฉพาะช่วงเดือนส.ค.ก.ย. ที่ผ่านมา ต่างชาติขนเงินลงทุนในตราสารระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เฉพาะเดือนส.ค.ต่างชาติซื้อสุทธิ 3.1 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นถึง 2.1 หมื่นล้านบาท ต่อมาในเดือนก.ย.ต่างชาติซื้อสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 3.5 หมื่นล้านบาท แม้แรงซื้อจะเบาบางลงบ้างช่วงที่เกิดข่าวลือว่าธปท.จะออกยาแรงแต่เมื่อธปท.ออกมาปฏิเสธแรงซื้อก็กลับเข้ามาใหม่ ถึงตอนนี้ ต่างชาติซื้อตราสารหนี้สุทธิ 1 แสนล้านบาทแล้ว
เงินก้อนนี้อาจเป็นเงินร้อน หรือเป็นเงินที่หนีร้อนจากดอกเบี้ยสหรัฐ 0% มาพึ่งเย็นที่ไทย เพราะมีดอกเบี้ย 1.75% แถมมีแนวโน้มดอกเบี้ยปรับขึ้นได้อีก บวกกับเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้นด้วย ไทยจึงกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนจูงใจ (หากผู้ลงทุนไม่กังวลถึงปัจจัยเชิงลบอย่างปัญหาการเมืองในประเทศ)
กระแสเงินในตลาดตราสารหนี้ ทำให้ธปท.คงคิดหนักว่าการปิดประตูเงินทุนไหลเข้า จะกระเทือนแผนพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยหรือไม่ โดยเสียงจากนายธนาคารแห่งหนึ่ง ยังเย็นใจว่า เงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้รอบนี้มากจริง
กลับมาที่มาตรการ 4 ข้อ ที่แม้จะดูว่าเบาเหมือนนุ่น ทว่าเสียงจากตลาดยังไม่วางใจ เพราะเกรงว่ามาตรการดังกล่าวแค่การอ่อยเหยื่อ หยั่งเชิง หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าจนยากต้านทาน ก็เป็นไปได้ที่ ธปท.จะอัดยาแรงตามมา จากกระแสข่าวลือเรื่องกระทรวงการคลังเล็งเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น
ทว่า หากจะมีมาตรการใดที่ช็อกตลาด คงไม่ได้มาจาก ธาริษา วัฒนเกส อนาคตอดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกแล้ว เพราะกำลังจะเกษียณ ดังนั้นภารกิจต่อสู้บาทแข็งขึ้นอยู่กับ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ที่จะเข้ามารับตำแหน่งเดือน ต.ค.นี้
กระนั้น ถึงตอนนี้ต้องยกนิ้วให้บทบาท ธปท.ช่วงที่ผ่านมา เพราะแม้ค่าเงินบาทจากต้นปีถึงตอนนี้จะแข็งค่าที่ 8.4% ซึ่งแข็งค่าเกือบเป็นที่ 1 ในภูมิภาค เพราะเป็นรองเพียงเงินริงกิตของมาเลเซียที่แข็งค่าถึง 10.3% และเงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่า 8.5% ที่เหลือแข็งค่าน้อยกว่าไทย
แต่เมื่อดูอัตราค่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทกลับผันผวนน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคที่ 3.2% เป็นรองเพียงค่าเงินหยวนของจีนที่ผันผวนเพียง 1.1% บ่งบอกว่า ธปท.ดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ดี ภารกิจดูแลค่าเงินของ ธปท.ถือเป็นงานหิน และลำพังให้ ธปท.เป็นผู้ดูแลค่าเงินฝ่ายเดียวถือว่าไม่เพียงพอ เพราะสาเหตุหลักประการหนึ่งของค่าเงินบาทแข็งค่า คือความไม่สมดุลระหว่างการนำเข้าและส่งออก กระทรวงการคลังควรออกมาตรการ หรือปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำเข้ามากขึ้น
ขณะเดียวกัน เงินบาทแข็งมีผู้เสียประโยชน์ ก็มีผู้ได้ประโยชน์ เพราะไทยนั้นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหลายสิบล้านคน เงินบาทแข็งโดยหลักการย่อมทำให้ราคาน้ำมันถูกลงด้วย ภารกิจท้าทาย ของภาครัฐ และของเอกชนคือ ปรับตัว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ไม่หวังพึ่งพาเงินบาทแข็งค่าอย่างเดียว หากภาครัฐมองไกลไปยาวๆ น่าจะมีมาตรการเด็ดๆที่พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จะได้ไม่ต้องลูบหน้าปะจมูก อุดรอยแผลแค่ระยะสั้น







