posttoday
ชงครม.ปลดล็อกแก้บาทแข็ง

ชงครม.ปลดล็อกแก้บาทแข็ง

21 กันยายน 2553

คลังธปท.เล็งผ่อน 4 มาตรการหนุนเงินทุนไหลออก ให้ธุรกิจปล่อยกู้ต่างประเทศไม่จำกัด

คลังธปท.เล็งผ่อน 4 มาตรการหนุนเงินทุนไหลออก ให้ธุรกิจปล่อยกู้ต่างประเทศไม่จำกัด

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะนำมาตรการดูแลค่าเงินบาทเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันนี้

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า มาตรการที่จะเสนอประกอบด้วย 1.อนุญาตให้นิติบุคคลลงทุน หรือให้กู้ยืมแก่บริษัทแม่และกิจการในเครือในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน จากเดิมให้ลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่จำกัดแต่ให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และให้กู้ยืมแก่บริษัทนอกตลาดฯ 200 ล้านเหรียญต่อปี

2.การเปิดให้นำเงินไปซื้อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศได้มากขึ้น จากเดิม 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

3.การเปิดให้นำเงินไปให้บริษัทในต่างประเทศ ที่ไม่ใช่บริษัทในเครือกู้ยืมได้สะดวกขึ้น เดิมต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี เปลี่ยนเป็นให้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน
4.เปิดให้ฝากเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศ (FCD) เพิ่มเป็น 5 แสนเหรียญสหรัฐ ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

นางสุชาดา กล่าวว่า มาตรการผ่อนคลายระเบียบการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มเติม และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ส่งออก ผู้ทำการลงทุนในต่างประเทศ ให้สามารถดูแลและบริหารเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้น โดยไม่ต้องรีบขายล่วงหน้า และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ หรือซื้อสินทรัพย์ และกิจการต่างๆในต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากใช้เงินบาทน้อยลงในการนำเงินไปลงทุน เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะราคาสินทรัพย์ในต่างประเทศตอนนี้ราคาไม่สูง เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย กิจการ โรงแรมต่างๆ

“มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่มาตรการเพื่อดูแลค่าเงิน แต่ออกมาเพื่อป้องกันบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาแต่ไม่ได้ทำธุรกิจจริง (Paper Company) เห็นจากมีคนสนใจไปลงทุนในยุโรปมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ไม่ได้ช่วยเรื่องบาทแข็งโดยตรง” นางสุชาดากล่าว

 นางสุชาดา เปิดเผยว่า การเปิดเสรีตามแนวทางนี้ เท่ากับปล่อยให้เงินบาทอ่อนได้มากขึ้น ถือเป็นทางหนึ่งให้ค่าเงินบาทปรับตัวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความสมดุลทั้ง 2 ด้าน ทั้งการซื้อและการขายเงินตราต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมายอมรับมีความต้องการเพียงด้านเดียว แต่มาตรการนี้จะช่วยสร้างดีมานด์หรือความต้องการเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้ จากการลงทุนที่ไม่ถูกจำกัดจำนวน

“ยอมรับว่าค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าเร็วเกินไป ส่งผลกระทบให้ผู้ส่งออกกำหนดราคาขายสินค้าได้ยาก” นางสุชาดา กล่าว

ทั้งนี้ 5 มาตรการดูแลค่าเงินบาท ที่ ธปท. นำเสนอกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย

1 การพิจารณาให้นิติบุคคลหรือบุคคลไทยลงทุนในบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศได้มากขึ้น

2 การให้นิติบุคคลหรือบุคคลไทยสามารถให้นิติบุคคลหรือบุคคลที่อยู่ต่างประเทศกู้ยืมเงินเป็นสกุลต่างประเทศในจำนวนมากขึ้น เพื่อทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลออกเพื่อลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน

3 การพิจารณาที่จะเพิ่มวงเงินที่นิติบุคคลหรือบุคคลโอนออกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ จากเดิมที่จำกัดไว้ที่ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีข้อเสนอจาก ธปท.เพื่อเพิ่มเพดานเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

4 การให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีความคล่องตัวในการฝากเงินสกุลเงินตราต่างประเทศไว้กับสถาบันการเงินในประเทศ ให้มียอดเงินคงค้างในบัญชีได้สูงถึง 5 แสนเหรียญสหรัฐ

5 มาตรการขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาในประเทศเพิ่มขึ้นจาก ณ ปัจจุบัน 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ
"มาร์ค" สั่งดูแล เอสเอ็มอี โดนลูกหลงค่าเงินบาทแข็ง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง รายงานในที่ประชุมระดับปลัดกระทรวงซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันค่าเงินแข็งค่าขึ้น 7.8% ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกโดยประเทศไทยเป็นรองประเทศมาเลเซีย และญี่ปุ่นนอกนั้นต่ำกว่าไทยทั้งสิ้น แหล่งข่าวกล่าวว่าสำหรับสาเหตุของการแข็งค่าเพราะประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดีทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน 2 ส่วนหลัก คือ ตลาดทุนตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ จน

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงการคลัง รายงานว่ามาตรการต่างๆที่ออกมาถือเป็นการส่งสัญญาณมากกว่า เช่น การสนับสนุนนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมาก คือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าให้สถาบันการเงินไปหามาตรการดูแล และเชื่อมั่นว่าการแข็งค่าเงินบาทในครั้งนี้ไม่น่าส่งผลกระทบระบบเศรษฐกิจมากนักเพราะอัตราการขยายตัวการส่งออกยังดีอยู่และผู้ส่งออกส่วนใหญ่ใช้เงินสกุลดอล์ล่าสหรัฐฯในการดำเนินธุรกิจ

"คาดว่าปีนี้จีดีพี 8% สำหรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยว 14.515 ล้านคน แม้ว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพรองรับได้สูงถึง 20 ล้านคนต่อปี" แหล่งข่าว กล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI