
ติดอาวุธธนาคารรัฐรับบทฟื้นเศรษฐกิจ
นับว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าที่สำคัญของการปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 8 แห่ง
นับว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าที่สำคัญของการปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 8 แห่ง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
นับว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าที่สำคัญของการปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (บตท.)
เมื่อกระทรวงการคลังสามารถผลักดันแผนแม่บทพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจผ่านการพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ก.ย. เพราะตลอดช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารรัฐคืออาวุธที่สำคัญของรัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นปากเหวมาได้หลายครั้งหลายครา จนบางครั้งถือว่าใช้ได้ผลดีกว่าการอัดฉีดงบประมาณที่ในแต่ละปีที่มีรายจ่ายงบประจำสูงกว่า 80% ด้วยซ้ำ
สะท้อนจากผลดำเนินงานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมียอดสินเชื่อคงค้างรวมกัน ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2553 กว่า 2.26 ล้านล้านบาท พอๆ กับตัวเลขงบประมาณปี 2554 ที่มียอดรายจ่ายที่ระดับ 2.07 ล้านล้านบาท แม้จะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ที่ระดับ 6.41 ล้านล้านบาท
แต่ถ้ามองในแง่คนที่ได้รับผลประโยชน์แทบพูดได้ว่าคนกว่าครึ่งประเทศได้รับประโยชน์จากสินเชื่อของธนาคารรัฐที่ถือเป็นฐานรากของการพัฒนาประเทศ เพราะสามารถเข้าถึงคนยากจน คนด้อยโอกาส คนหาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่มีเครดิต ได้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผ่านโครงการที่สำคัญต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการธนาคารคนจน โครงการแก้หนี้นอกระบบ โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครู โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โครงการสินเชื่อเพื่อผู้ส่งออก และโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เป็นต้น
ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการตั้งองค์กรหรือหน่วยงานขึ้นมากำกับการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ชัดเจน มีเพียงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องฐานะการเงิน การบริหารความเสี่ยง แทนกระทรวงการคลัง
มีปัญหาหลายเรื่องที่รอการแก้ไข หนึ่งในนั้นคือการแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อ เช่น การแย่งปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กับธนาคารออมสิน ที่มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการทุจริตของพนักงานและเจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้บริหาระดับสูงของธนาคารรัฐหลายแห่งที่ขาดหน่วยงานกลางเข้าไปตรวจสอบ และการพัฒนาระบบประเมินผลซึ่งยังสับสนระหว่างการมุ่งให้บรรลุผลในเชิงธุรกิจ หรือการมุ่งพัฒนาในเชิงสังคม ส่งผลกระทบถึงการเดินหน้าสนองนโยบายของรัฐอาจสะดุด หรือไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
ดังนั้น แผนแม่บททางการเงินที่ทำขึ้นครั้งนี้จึงชูเรื่องการตั้ง “คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ” มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ตั้งเป้ารวมศูนย์การทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจขึ้นเป็นครั้งแรก
พร้อมกำหนดเป้าหมายการทำงานในช่วงปี 2553–2556 ได้แก่ การพัฒนาบทบาทการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อลดปัญหาหนี้นอกระบบและลดช่องว่างความต้องการทางการเงินในภาคเกษตร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประชาชนรายย่อย และการเงินฐานราก หรือไมโครไฟแนนซ์
การแบ่งกลุ่มเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้ ธพว.ดูแลเอสเอ็มอี และให้ ธสน.ดูแลผู้ส่งออก ให้ ธอส.เป็นผู้นำปล่อยสินเชื่อบ้าน และให้ ธ.ก.ส.ดูเรื่องแก้หนี้นอกระบบภาคเกษตร
ส่วนออมสินดูเรื่องสินเชื่อและหนี้นอกระบบ เน้นประชาชนทั่วๆ ไป หรือกรณีที่ลูกค้าต้องการสินเชื่อประเภทอื่นที่ไม่ตรงกับบทบาทของสถาบันการเงิน ให้ส่งลูกค้าไปยังสถาบันเฉพาะกิจที่ดูแลอยู่
นอกจากนี้ ยังสร้างระบบกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ชัดเจน โดยให้แบงก์รัฐอยู่ภายใต้แผนจัดชั้นหนี้และการกันสำรองตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศฉบับที่ 39 หรือ IAS 39 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ กำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2555
มีการตั้งหน่วยงานกำกับด้านความมั่นคงของธนาคารรัฐ เช่น เกณฑ์ความเพียงพอของเงินกองทุน การจัดชั้นสินทรัพย์ การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญ การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง โดยแยกเกณฑ์การกำกับธุรกรรมเชิงนโยบายรัฐ และธุรกรรมเชิงพาณิชย์ออกจากกัน กำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2554
และแบ่งแยกหน้าที่การกำกับดูแลอย่างชัดเจนระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ธปท.ให้แล้วเสร็จในปี 2553
ที่สำคัญคือ การพัฒนาระบบตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล พร้อมทำเกณฑ์ตัวชี้วัดในการประเมินผลงานให้เป็นธรรมและเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา โดยคำนึงถึงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและธุรกรรมตามนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก มิใช่ผลกำไรหรืออัตราการขยายตัวของกิจการ
รวมถึงการพัฒนาระบบตรวจสอบการบริหารงานของผู้บริหาร คณะกรรมการที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดทำภาคทัณฑ์ที่มีการกระทำผิดจริง
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เชื่อว่าการเดินหน้าแผนแม่บทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจครั้งนี้ ซึ่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการกลาง จะช่วยทำให้การทำงานของธนาคารรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องของทิศทางการทำงาน และเรื่องของระบบการประเมิน
ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.อาจจะสนองนโยบายรัฐมากเกินไป แต่เวลาวัดผลงานกลับให้น้ำหนักทางด้านธุรกิจ หรือผลกำไร ทำให้ ธ.ก.ส.สู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งๆ ที่พนักงานก็ทำงานหนัก และสามารถสนองนโยบายรัฐได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การมีกรรมการกลางจะช่วยให้มีคนกลางที่ทำหน้าที่ในการประเมินผลได้วัดผลงานได้อย่างเป็นธรรม ชัดเจน และยังสามารถช่วยกำหนดเป้าหมายการทำงานไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน
พร้อมเสนอว่าควรมีการกำหนดเป้าหมายการทำงานเช่น ให้ ธ.ก.ส.เน้นวัตถุประสงค์ทางด้านสังคมกี่เปอร์เซ็นต์ และให้ทำงานช่วยสนองนโยบายรัฐกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นการทำงานในเชิงพาณิชย์ เพื่อหาผลกำไรในการหล่อเลี้ยงองค์กร
“มีคณะกรรมการก็ดี จะได้มานั่งคุยกันก่อนว่าใครจะทำอะไร เพราะบางครั้งการทำงานของ ธ.ก.ส. ออมสิน กรุงไทย ก็ยังขี่ๆ กันอยู่ ถ้าบอกว่าใครทำอะไรเป็นหลัก และให้ใครเข้าไปช่วยเสริมแบบนี้พนักงานในพื้นที่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งลูกค้ากัน” นายเอ็นนู กล่าว
นอกจากนี้ ยังจะช่วยเรื่องของความโปร่งใสไม่ให้การเมืองเข้ามาชี้สั่งให้ธนาคารรัฐทำอะไรได้ตามใจชอบ เพราะมีกรอบการทำงานและระบบการวัดประเมินผลที่ชัดเจน
ทั้งนี้ จะเห็นว่าร่างหรือโครงสร้างของแผนแม่บทแผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจครั้งนี้ถือว่าเป็นการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่น่าสนใจ และเป็นความแยบยลของรัฐบาล และกระทรวงการคลังที่พยายามพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารรัฐ หรือการใช้นโยบายกึ่งการคลังให้ทันกับช่วงที่งบประมาณของประเทศกำลังจะมีปัญหาชนเพดาน และการเดินหน้าลดการขาดดุลเพื่อมุ่งสู่การทำงบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า
เชื่อว่าบทบาทด้านการปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐกำลังจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของไทยหลังจากนี้ไปอีกหลายปี







