posttoday
กลยุทธ์สกัดค่าเงินเอเชียถึงเวลาที่ไทยต้องเคลื่อนไหว

กลยุทธ์สกัดค่าเงินเอเชียถึงเวลาที่ไทยต้องเคลื่อนไหว

17 กันยายน 2553

เวลานี้ค่าเงินตระกูลต่างๆ ในเอเชียพร้อมใจกันตบเท้าแข็งค่า ทลายสถิติถ้วนทั่วอย่างไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเยนญี่ปุ่น

เวลานี้ค่าเงินตระกูลต่างๆ ในเอเชียพร้อมใจกันตบเท้าแข็งค่า ทลายสถิติถ้วนทั่วอย่างไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเยนญี่ปุ่น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เวลานี้ค่าเงินตระกูลต่างๆ ในเอเชียพร้อมใจกันตบเท้าแข็งค่า ทลายสถิติถ้วนทั่วอย่างไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเยนญี่ปุ่น ริงกิตมาเลเซีย ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือแม้แต่หยวนของจีนที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 3 เดือนเมื่อวานนี้

กลยุทธ์สกัดค่าเงินเอเชียถึงเวลาที่ไทยต้องเคลื่อนไหว

ภาวะที่เขย่าขวัญสั่นหัวใจเสถียรภาพของเอเชียที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศล้วนหายใจ และมีชีวิตด้วยการใช้ภาคการส่งออก ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงทั้งระบบ

บางประเทศรู้สึกถึงแรงสะเทือน และมีมาตรการทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้าสกัดกั้น บางประเทศก็หวั่นๆ อยู่ในใจ แต่ยังลังเลและระวังสงวนท่าที ด้วยเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ดอลลาร์สิงคโปร์ไต่ขึ้นแข็งค่าสูงสุดเป็นครั้งที่ 4 ในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ โดยอยู่ที่ราว 1.3370 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเหรียญสหรัฐเมื่อต้นสัปดาห์

ส่วนค่าเงินริงกิตของมาเลเซียแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี ในระหว่างการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

เหลียวมองการเคลื่อนไหวของค่าเงินในปีนี้ ดอลลาร์สิงคโปร์ขยับขึ้นราว 4.7% เทียบกับริงกิตของมาเลเซียที่แข็งค่าขึ้นราวกว่า 9%

จนมีกระแสข่าวแว่วมาว่า สิงคโปร์เองก็กำลังระส่ำไม่น้อย และอยู่ในช่วงพิจารณางัดมาตรการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ถ้าในกรณีที่เงินดอลลาร์สิงคโปร์แตะที่ 1.33 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเหรียญสหรัฐมาถึง
ทว่า สำหรับญี่ปุ่น มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียนั้น ดูเหมือนจะสาหัสมากที่สุด รัฐบาลกรุงโตเกียวเริ่มคุมเชิงดูสถานการณ์ค่าเงินเฉยๆ ต่อไปไม่ไหว

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสถานการณ์ค่าเงิน และทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งก่อนหน้านี้มีทีท่าทำใจร่มๆ นิ่งๆ สยบความเคลื่อนไหว ปล่อยให้บรรดาบริษัทและเจ้าของธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาพอุตสาหกรรมส่งออก รวมทั้งโซนี่ และฮอนด้า กระโดดเข้าร่วมกดดันรัฐบาลอยู่นานสองนาน

จนกระทั่งค่าเงินพุ่งแรงทุบสถิติรอบ 15 ปี 82.87 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา คล้ายเป็นกระแสตอบรับและท้าทายนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ที่สามารถฟันฝ่าความท้าทายครองเก้าอี้ผู้นำได้อีกครั้ง

ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซง เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปในระยะยาว ผู้ส่งออกคงได้อ่วมจากภาวะกำไรหดเมื่อค่าเงินเยนแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 15 ปีมาหลายวัน
กลยุทธ์การแทรกแซงค่าเงินของญี่ปุ่นก็คือ การฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีกครั้ง เพื่อช่วยชดเชยความเสียหายของภาคเอกชน โดยครั้งนี้บีโอเจจะทยอยส่งเงินเข้าระบบจำนวนกว่า 1 ล้านล้านเยน นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 ก.ย. จนถึงวันที่ 7 ต.ค. เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่อง และบีโอเจประกาศจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายค่าเงิน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข้อมูลจากตลาดว่า มีการเทขายเงินเยนทั้งสิ้น 1.86 ล้านล้านเยน เพียงวันเดียวที่มีการประกาศมาตรการแทรกแซงค่าเงิน

ทว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เพียงสองมาตรการนี้เท่านั้นที่ญี่ปุ่นงัดออกมาใช้ เพราะล่าสุดมีสัญญาณออกมาจากทางนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นเองว่า อาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมถ้าสถานการณ์บ่งชี้ว่ามีความจำเป็น

เสียงที่ตามมาก็คือ แนะให้บีโอเจเข้าซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นเป็นกลยุทธ์เยียวยาค่าเงินต่อไปด้วย

แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พ่วงความกังวลต่อการสกัดกั้นค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นของรัฐบาล ก็คือ การกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสหรัฐ

นั่นเพราะสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านการแทรกแซงค่าเงิน

ยูจิ ซาอิโตะ ผู้อำนวยการของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของเครดิตอากริโคล ในโตเกียว กล่าวว่า คังอาจจะโดนติติงจากทางสหรัฐจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินในเวลานี้

สิ่งที่กูรูตั้งข้อสังเกต และเป็นประเด็นกังวลมาตลอดก็คือ เอเชียกำลังเป็นแหล่งเงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจีนก็มีทีท่าเข้าอกเข้าใจประเด็นนี้มาโดยตลอด โดยตั้งการ์ดสกัดกั้นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศมาเป็นระยะ นั่นถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการคุมค่าเงินของตนมาเป็นระยะ

ทว่า มาตรการของจีนนั้นเรียกว่า มาเหนือเมฆ นั่นแสดงว่าจีนแทรกแซงค่าเงินโดยตรงมาตลอด

ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องให้ค่าเงินอ่อน จีนก็ต้องการให้ค่าเงินอ่อนเช่นเดียวกัน เพราะการส่งออกยังเป็นหัวใจหลักของภาคเศรษฐกิจเช่นกัน

จีนมีมาตรการให้บริษัทผู้ส่งออกแลกเปลี่ยนรายได้ส่วนใหญ่ที่รับมาเป็นเงินสกุลต่างประเทศมาเป็นเงินหยวน และธนาคารกลางจีนก็จะเข้าไปซื้อเงินต่างชาติเหล่านั้นเข้ามาเป็นทุนสำรองของประเทศไว้ ผสมผสานกับการที่จีนจะเข้าไปซื้อพันธบัตรต่างชาติเอาไว้ครอบครอง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าจีนจะประกาศลั่นเมื่อ 3 เดือนว่าจะเริ่มปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อวานนี้ ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 3 เดือน อยู่ที่ 6.7181 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่าขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ เตรียมขึ้นให้กับการสภาคองเกรสเพื่อหาทางเอาผิดที่จีนแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด

แต่นั่นก็ไม่ได้พิสูจน์อะไรได้ว่า ทิศทางของเงินหยวนจะแข็งค่าไปเรื่อยๆ เพราะจีนยังให้ “รัฐ” เป็นผู้กำหนดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนอยู่ต่อไปเช่นเดิม ไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดอัตราอ้างอิงราคาเงินหยวนตามที่นักลงทุนต้องการ

การยึดมั่นต่อการแทรกแซงค่าเงินมาโดยตลอดของจีน ประกอบกับการหันมาแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของญี่ปุ่นนั้น ยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลกันขึ้นใหม่ว่า จะเป็นแนวโน้มที่ทำให้หลายประเทศเอาอย่างกับการเข้าแทรกแซงค่าเงินในแบบฉบับของตัวเองออกมาใช้
....และไทยก็อยู่ในข่ายนั้น

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI