
‘กกพ.’ มุ่งสร้างศักยภาพพลังงานไทย
กว่า 30 ปีของการคร่ำหวอดในแวดวงพลังงาน “วีระพล จิรประดิษฐกุล” กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
กว่า 30 ปีของการคร่ำหวอดในแวดวงพลังงาน “วีระพล จิรประดิษฐกุล” กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรืออีกหนึ่งหน้าที่คือ โฆษก กกพ. ถือเป็นบุคลากรอีกท่านหนึ่งที่ผ่านช่วงเวลาสำคัญของนโยบายพลังงานของประเทศ
แม้จะเริ่มรับราชการครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ตั้งแต่ปี 2523 แต่ก็เป็นผู้เริ่มต้นโครงสร้างต่างๆ ของพลังงานประเทศไทย รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจเรื่องน้ำมัน ทำโมเดลเกี่ยวกับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า เพราะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ไฟฟ้ากับอัตราการเติบโตของประเทศ (จีดีพี) ไม่สามารถยึดระบบเศรษฐกิจเกษตรกรรมได้อีกต่อไป เพราะขณะนั้นเศรษฐกิจมันมีความซับซ้อน เปลี่ยนจากเกษตรกรรมมาเป็นกึ่งอุตสาหกรรม ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึงปีละมากกว่า 10% กว่า
วีระพล กล่าวว่า เส้นทางชีวิตการทำงาน ถือได้ว่าเป็นลูกหม้อของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เริ่มมาทำงานเมื่อปี 2529 ขณะนั้นยังใช้ชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) มีโอกาสได้ร่วมร่างกฎหมายสำคัญๆ หลายฉบับ ตลอดจนอยู่ในช่วงการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันในปี 2534 โดยการทำงานที่ สนพ.ในตำแหน่งสูงสุดคือผู้อำนวยการ สนพ.ในปี 2549
หลังจากนั้น ต่อก็มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และเป็นผู้ตรวจราชการจนเกษียณอายุราชการ หลังจากนั้นปี 2557 เข้ามารับสวมหมวกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ควบตำแหน่งโฆษก กกพ.
บทบาทของ กกพ. หรือจะเรียกว่า เรกูเลเตอร์นั้น ยอมรับว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เป็นข้าราชการ ตอนนั้นทำงานด้วยใจ งานเสร็จออกมาก็ภูมิใจ ทำงานกับหลายรัฐบาล หลายพรรค แต่ไม่เคยมีปัญหากับการเมือง เพราะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แบบตรงไปตรงมา โชคดีก็คือ งานที่ทำเป็นเรื่องของนโยบายเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ไปเกี่ยวกับการประมูลจัดซื้อที่ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้เงินลงทุนมหาศาล ขณะที่หมวกของเรกูเลเตอร์จะแตกต่างตรงที่ทำหน้าที่เหมือนศาล ต้องอาศัยกระบวนการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ทั้งอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ที่มีผลกับประชาชน การออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้า การแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน
ปัจจุบันภารกิจที่ให้ความสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือ นโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนควบคู่ไปกับพลังงานหลัก ซึ่งที่ผ่านมาก็ทยอยเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าแต่ละประเภทไปแล้ว โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015) ยึดหลักการความสมดุลและเหมาะสม
“จริงๆ แล้วการเป็นเรกูเลเตอร์ อย่างที่บอกเหมือนกับศาล มีหน้าที่ตัดสินใจ พิจารณาหลายเรื่อง และทุกอย่างต้องผ่านการประชุม ผ่านการลงมติ ไม่สามารถตัดสินคนเดียวได้ ยิ่งถ้าเรกูเลเตอร์เมืองนอกไม่ค่อยเจอกับใครง่ายๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอกชน แม้จะเป็นตำแหน่งโฆษกแต่ก็พูดเมื่อมีประเด็นสำคัญเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ก็ยังถูกฟ้องเหมือนกัน เหตุจากการพิจารณาโครงการนี่แหละ ก็ต้องชี้แจงแก้ไขกันไป หลักในการทำงานคือ คิดเสมอว่าต้องรับผิดชอบต่อตนเองและงานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักหน้าที่ของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดความลงตัวในการดำเนินชีวิต” วีระพล กล่าว







