
J-Cruises 8
ก่อนจะมาลงเรือได้รับคำเตือนจากบริษัทตัวแทนเรือในไทยว่า ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกไปกินบนเรือเด็ดขาด
ก่อนจะมาลงเรือได้รับคำเตือนจากบริษัทตัวแทนเรือในไทยว่า ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกไปกินบนเรือเด็ดขาด แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเห็นผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นหอบหิ้วของกินของฝากกันถ้วนหน้า แถวท่าเรือก็ยังมีเต็นท์ขายของฝากจำพวกของกินอยู่ไม่น้อย เลยไม่แน่ใจว่าเป็นการผ่อนผันจากทางเรือหรือเป็นความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นกันแน่
เอาเป็นว่าถ้ามาล่องเรือ Costa ในญี่ปุ่น การนำของกินสำเร็จรูปที่บรรจุมิดชิด อาทิ ขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในซอง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุสนิท เช่น ขวดหรือกล่อง สามารถนำไปทานได้ แต่ควรเลี่ยงอาหารปรุงสด เช่น ยากิโซบะ ทาโกะยากิ ถ้าจะกินก็ควรกินให้เสร็จก่อนกลับไปบนเรือ 5 โมงครึ่งได้เวลาเรือออกจากท่า Kanazawa ค่ำนี้เราจองห้องอาหาร La Fiorentina Steak House เอาไว้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศทั้งอาหารและสถานที่ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรกๆ แล้วว่า ข้อดีของการมาเที่ยวทางเรือคือ รวมหมดทั้งที่พักและอาหาร แต่ก็จำกัดอยู่เพียงห้องอาหารหลักและห้องอาหารบุฟเฟ่ต์เท่านั้น ยิ่งเรือลำนี้ที่มีห้องอาหารหลักเพียงห้องเดียว บางท่านอาจจะเบื่อกินข้าวในบรรยากาศเดียวกันหลายคืน การเปลี่ยนไปกินที่ห้องอื่นบ้างก็ดี เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อให้บรรยากาศอาหารค่ำคืนนี้หรูหราตามคอนเซ็ปต์ของห้อง พวกเราเลยพร้อมใจกันแต่ง Smart Casual เป็นการให้เกียรติสถานที่ อันที่จริงแล้วธรรมเนียมการล่องเรือสำราญนั้น แต่เดิมผู้โดยสารจะแต่งตัวดีกันตลอดเวลา จะมียกเว้นบ้างก็เฉพาะตอนว่ายน้ำเท่านั้น แต่มาระยะ 20 ปีหลัง เรือบางลำในตลาดเอเชีย เช่น สตาร์ครูซส์ ซึ่งเน้นการล่องเรือระยะสั้นและเปลี่ยนการพักผ่อนวันหยุดจากการไปเที่ยวมาเป็นสันทนาการบนเรือ ทำให้ผู้โดยสารผ่อนคลายการแต่งตัวจากกึ่งทางการมาเป็นลำลอง จนถึงขั้นใส่ขาสั้นลากแตะบนเรือเลยก็มี
เพราะฉะนั้น เมื่อเรือสำราญจากฟากฝั่งยุโรปและอเมริกาพาเหรดกันมาโกยเงินชาวเอเชีย โดยเฉพาะที่จีนและไต้หวัน เราจึงเห็นการแต่งตัวบนเรือที่ดูง่ายๆ สบายขึ้น ผู้โดยสารที่ยังคุ้นกับขนบเดิมๆ อาจรู้สึกขัดๆ อยู่บ้าง แต่ทว่าโลกปัจจุบันมันหมุนเร็ว ยุคนี้เอเชียเฟื่องฟู เรือหรูของฝรั่งเลยต้องหลับตาข้างหนึ่ง เพื่อเติมธุรกิจให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามแผนการขยายกองเรือ อย่างไรก็ดี เรือ Costa neoRomantica ที่แล่นอยู่ในน่านน้ำหลักอย่างญี่ปุ่น และมีผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ก็ยังปฏิบัติตามขนบเดิม โดยการแต่งตัวกึ่งทางการ และถึงแม้มีบ้างที่แต่งลำลองแต่ก็เป็นลำลองระดับคุณภาพ ไม่มีขาสั้นลากแตะให้เห็นเป็นที่ขัดเคืองแต่อย่างใด ค่ำคืนนี้เลยเป็นคืนที่ดูหรูหรากว่าสองคืนที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
ห้องอาหาร La Fiorentina เป็นห้องที่หรูหราที่สุดบนเรือในความเห็นส่วนตัวของผม ด้วยสไตล์ของห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวและสีเงิน รวมทั้งครัวกึ่งเปิดที่มองเห็นขั้นตอนการปรุงอาหารผ่านกระจกบานใหญ่ ยิ่งเพิ่มความหรูหรามากขึ้น แต่ถ้าไปถามเจ้าหน้าที่ของเรืออาจจะได้คำตอบว่าเป็นห้อง Mamma Trattoria ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบหรือสไตล์ของแต่ละคน อาหารหลักของห้อง La Fioren tina คือสเต๊กเนื้อ ใครที่เป็น Beef Lover แนะให้มาลอง
สำหรับท่านที่ไม่กินเนื้อก็มีปลาหรือล็อบสเตอร์ให้เลือก เมนูอาหารก็จะแตกต่างจากห้องอาหารหลัก รวมถึงรสชาติด้วย ตรรกะง่ายๆ คืออาหารที่ห้องหลักถูกเตรียมล่วงหน้าสำหรับผู้โดยสารหลักพัน ในขณะที่ห้องนี้รับรองลูกค้าหลักสิบ ดังนั้นความพิถีพิถันย่อมต้องมีความแตกต่างกัน อันนี้มีคำยืนยันตรงกันจากสมาชิกหลายท่านในคณะของเรา มาไล่ดูตั้งแต่ออร์เดิร์ฟที่มีให้เลือก จะเป็นหอยเชลล์หรือกุ้งก็อร่อยทั้งคู่ รสชาติจัดจ้านขึ้นกว่าที่ห้องเมนอย่างชัดเจน
ถัดมาเป็นจานปลามีให้เลือกอีกเช่นกัน และจานหลักแน่นอนว่าต้องเป็นเนื้อซึ่งมีหลายชนิด แต่บางชนิดมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 10 เหรียญ จากที่จ่ายมาแล้ว 30 เหรียญ อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันให้ดีจะได้ไม่เคืองกันตอนชำระเงิน ปิดท้ายด้วยของหวานหลากหลาย และปกติถ้าสั่งกาแฟต้องจ่ายต่างหาก แต่ผู้จัดการห้องนี้ใจดีบริการให้โดยไม่คิดตังค์เพิ่ม เป็นการสร้างความประทับใจให้มากกว่ามูลค่าของกาแฟแก้วนั้นอีกหลายเท่า อิ่มจากอาหารค่ำแล้วก็ออกมายืนฟังเพลงจากสองสาว Duo Whisper ต่ออีกหน่อย ข้อเสียในข้อดีประการหนึ่งของการมาเที่ยวเรือสำราญคือ ทุกอย่างมันใกล้ไปหมด จึงมีหลายท่านที่กินอิ่มแล้วก็ตรงเข้าห้องพักเลย แต่ถ้าไปเที่ยวเองหรือไปกับทัวร์ กินเสร็จก็ต้องมีระยะเวลาในการเดินทางกลับที่พัก กินปุ๊บนอนปั๊บทำเหมือนอยู่บนเรือไม่ได้ครับ
เช้าวันที่ 3 ของการล่องเรือ เรามาถึงท่า Sakaiminato จังหวัด Tottori เวลา 8 โมง ก่อนจะมาเรือลองเสิร์ชข้อมูลเห็นมีท่าเรือ Sakaiminato International Passenger Terminal นึกว่าจะจอดที่นั่น แต่เป็นว่ามาจอดที่ท่าเรือสินค้า Showa minami Outport Pier Wharf (International Containers Terminal) ซึ่งยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสาร ต้องตั้งเต็นท์เหมือนสองท่าที่ผ่านมา รอบบริเวณท่าเรือมีไม้ซุงกองอยู่มากมาย มีเรือสินค้าจอดอยู่ด้านหน้าอีกหนึ่งลำ เป็นภาพที่แปลกตามากสำหรับผม
ที่เมืองนี้คณะของเราไม่ได้ซื้อทัวร์กับทางเรือ เพราะตำแหน่งที่อยากไปเดินเล่นคือ Mizuki Shigeru Road นั้นไม่มีขาย แต่ดูจากแผนที่แล้วไม่ไกลจากท่าเรือ มีทั้งรถบัสรับส่งในราคา 400 เยน หรือจะเรียกแท็กซี่ไปก็สะดวกแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว แต่ต้องสื่อสารกันดีๆ นะครับ เพราะรถบัสจะไปจอดที่สถานีรถไฟ JR Sakaiminato เวลาไปเดินถนนสายปีศาจก็ต้องเดินไปและกลับรวมระยะทางก็เกือบ 2 กิโลเมตร แต่ถ้าท่านเรียกแท็กซี่ก็สามารถบอกให้คนขับไปส่งที่ Mizuki Shigeru Museum ที่อยู่เกือบสุดถนนสายปีศาจแล้วค่อยๆ เดินเที่ยวย้อนกลับไปสถานีรถไฟก็จะประหยัดพลังขาไปได้ส่วนหนึ่ง เหมาะกับการพาผู้ใหญ่เที่ยว
แท็กซี่พาเรามาส่งที่หน้าพิพิธภัณฑ์ วันนั้นมีนักท่องเที่ยวเยอะพอควร เพราะเป็นวันอาทิตย์ ท้องฟ้าแจ่มใสแต่ไม่ร้อน หน้าพิพิธภัณฑ์มีคนสวมชุดผียายแก่ Sunakake Babaa หนึ่งในตัวละครหลักของการ์ตูนชุดอสูรน้อยคิทาโระ ใครมีแผนจะมาเที่ยวเมืองนี้ขอแนะนำให้ทำการบ้านสักหน่อย จะหาการ์ตูนมาอ่านหรือหาวิดีโอมาดูก็ได้ เวลาเจอตัวการ์ตูนผีปีศาจต่างๆ จะได้พอรู้จัก เห็นตัวนั้นตัวนี้แล้วฮือฮาบ้าง ในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นหลายโซน มีทั้งที่มาของการ์ตูน ประวัติของคุณ Mizuki Shigeru ถ้ำปีศาจที่มีหุ่นผีและปีศาจต่างๆ ของญี่ปุ่นให้ดู มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากคือแผนที่ปีศาจที่บ่งบอกว่าจังหวัดไหนหรือแคว้นไหนมีผีหรือปีศาจตนไหนอยู่ ทำให้เราเข้าใจเลยว่าผู้เขียนมีการทำการบ้านมาเป็นอย่างดี สามารถหยิบตำนานผีพื้นบ้านทั่วญี่ปุ่นมารวบรวมอยู่ในการ์ตูนเรื่องเดียวกันได้







