
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (25)
ได้ปรากฏความในพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ 2 ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ไว้บางส่วนว่า
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ได้ปรากฏความในพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ 2 ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ไว้บางส่วนว่า
เมื่อขยายเขตพระบรมมหาราชวังออกไปแล้ว ทรงพระราชดำริว่า พระราชวังหลวงครั้งกรุงเก่า มีสวนและสระแก้วเป็นที่สำหรับประพาสสำราญพระอิริยาบถข้างภายในพระราชวัง พระบรมมหาราชวังที่ได้สร้างขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์นี้เมื่อในรัชกาลที่ 1 ก็ได้ทรงสร้างสวนสำหรับประพาสไว้ภายในพระราชวัง เรียกว่าสวนขวา แต่สวนขวาที่สร้างในรัชกาลที่ 1 นั้นได้แต่ขุดสระและปลูกพระตำหนักทองที่ประทับในสระไว้หลังหนึ่ง กับมีพลับพลาที่เสวยหลัง 1 อยู่ริมปากอ่างแก้ว หน้าเขาก่อด้วยฟองน้ำ นอกจากนี้ยังหาได้สร้างสวนสระให้บริบูรณ์เหมือนพระราชวังกรุงเก่าไม่ ครั้นเมื่อได้ขยายเขตพระบรมมหาราชวังมีที่ว่าง และทรงพระราชดำริว่าช่างฝีมือดีมากขึ้นแล้ว สมควรจะสร้างสวนขวาในพระบรมมหาราชวังให้งดงามบริบูรณ์ได้ ทรงหารือพระราชดำรินี้กับพระบรมวงศานุวงศ์ และเสนาบดีก็เห็นชอบด้วยโดยพระราชดำริ จึงโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นแม่กองจัดการสร้างสวนขวา และให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการฝ่ายในที่มีกำลัง และความสามารถช่วยกันรับหน้าที่ในการก่อสร้างบ้าง การตกแต่งบ้าง ให้สำเร็จสมบูรณ์
การสร้างสวนขวานี้ มิเพียงเป็นการสร้างเป็นที่ประพาสเพื่อสำราญพระราชอิริยาบถเท่านั้น แต่การสร้างสวนขวาเกี่ยวข้องกับราชการบ้านเมือง 2 ประการ ดังในท้องตราที่โปรดให้มีขึ้นไปถึงเจ้าอนุเจ้านครเวียงจันทน์ในเวลานั้นว่า จะให้ปรากฏเป็นพระเกียรติยศสืบไปในแผ่นดินประการหนึ่ง จะดูสติปัญญาข้าราชการซึ่งเป็นช่างให้ทำการไว้ฝีมือประการหนึ่ง
ในข้อที่ว่าจะให้ปรากฏพระเกียรติยศนั้น ก็ต้องย้อนไปถึงเมื่อครั้งกรุงเก่าเสียแก่พม่า ครั้งนั้นบ้านเมืองยับเยิน ทั้งที่ถูกพม่าเผาทำลายราชธานีและกวาดต้อนผู้คน เก็บทรัพย์สมบัติไปเสียมากต่อมาก ด้วยพม่าตั้งใจจะทำลายความเป็นอิสระของประเทศสยามมิให้มีได้ต่อไป ความพินาศของเมืองไทยในครั้งนั้นย่อมทราบทั่วไปในนานาประเทศ ครั้นเมื่อไทยกลับตั้งเป็นอิสระได้ แม้ตั้งแต่ครั้นกรุงธนบุรี ความประสงค์ของไทยมีอยู่ทั่วกัน ที่จะให้ปรากฏแก่นานาประเทศ ว่าไทยกลับตั้งเป็นเมืองมีเจ้ามีนายปกครองเป็นอิสระได้เหมือนอย่างเดิม ตั้งแต่พระเจ้ากรุงธนบุรีตีได้กรุงเก่าคืนจากพม่า แต่เดิมก็ทรงพระราชดำริจะกลับตั้งกรุงเก่าเป็นราชธานีแต่ครั้นเมื่อไปทอดพระเนตรเห็นบ้านเมืองยับเยิน เกินกำลังที่จะกลับตั้งให้คืนดี และรักษาได้ในเวลานั้นจึงลงมาตั้งเมืองกรุงธนบุรีเป็นราชธานีไปพลาง ไม่ทันที่จะได้ดำริเรื่องสร้างราชธานีให้มั่นคงด้วยติดทำศึกตลอดมา ชั้นแรกต้องรบพุ่งกับไทยด้วยกันเอง ที่แตกไปตั้งเป็นต่างก๊กต่างเหล่าแล้วต้องทำศึกกับพม่า ต้องปราบปรามเมืองซึ่งเคยเป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยามาแต่ก่อนคือกรุงกัมพูชาและอื่นๆ จะเกิดวิบัติสิ้นรัชกาล ต่อมาถึงรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อย้ายพระนครมาตั้งฝั่งตะวันออก เป็นอันตกลงว่าจะเอากรุงเทพมหานครเดี๋ยวนี้เป็นราชธานีต่อไป จึงเริ่มการสร้างพระนครและพระราชวัง ตลอดจนวัดวาอารามทั้งปวง ทำด้วยความมุ่งหมายจะให้เหมือนกรุงเก่าทุกอย่าง ความที่กล่าวนี้ จะเห็นได้ด้วยแผนที่และเนื้อความปรากฏในหนังสือจดหมายเก่าหลายแห่ง ดังเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างพระวิหารพระศรีศากยมุนีวัดสุทัศน์ ก็กะขนาดจะสร้างให้สูงเทียบเท่าวิหารพระเจ้าพนัญเชิงที่กรุงเก่า ด้วยความมุ่งหมายสำคัญอันหนึ่ง ที่จะให้ความปรากฏไปถึงนานาประเทศว่า ไทยมีกำลังสร้างราชธานีได้ใหม่เหมือนดังราชธานีเดิม คติอันนี้มีตลอดลงมาจนถึงรัชกาลที่ 3 เหตุที่สร้างวัดวาอารามขึ้นในรัชกาลที่ 3 เป็นอันมากนั้น ก็ด้วยความนิยมอย่างเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว ที่กล่าวโดยใจความในท้องตราถึงนครเวียงจันทน์ ว่าจะให้เป็นพระเกียรตินั้นหมายความดังที่ได้แสดงมานี้
ในข้อที่ว่าจะดูสติปัญญาช่างที่มีฝีมือนั้นเกี่ยวแก่เรื่องบำรุงฝีมือช่างไทย เรื่องนี้ก็ต้องพิเคราะห์ความไป จนถึงเมืองกรุงเก่าเสียแก่พม่า เช่นกัน เมื่อพม่าตีได้กรุงเก่า พม่าตั้งใจเสาะแสวงหาช่างไทยที่ดีมีฝีมือ กวาดเอาไปเสียเป็นอันมากเป็นเช่นนี้มาแต่ครั้นพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีกรุงเก่าได้ ในแผ่นดินสมเด็จพระมหิทราธิราช ครั้งนั้นในหนังสือพงศาวดารพม่าก็กล่าวว่าพระเจ้าหงสาวดี ให้เลือกหาเก็บเอาช่างไทยไปเป็นอันมากด้วยมีวิชาช่างหลายอย่างที่ไทยสันทัด แต่พม่าทำไม่เป็น ยกตัวอย่างเช่นวิชาช่างหล่อ เป็นต้น
การที่พม่ากวาดเอาช่างไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นช่างอย่างใด ถ้าได้ตัวก็กวาดเอาไปไม่เฉพาะแต่ช่างหล่อ เพราะฉะนั้นเมื่อเมืองไทยเรากลับตั้งเป็นอิสระได้ในครั้งกรุงธนบุรี ช่างมีฝีมือเห็นจะมีน้อยเต็มที ด้วยเหตุนี้จึงไม่ปรากฏสิ่งของฝีมือดีมีในครั้งกรุงธนบุรี แม้แต่พระแท่นของพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งมีอยู่ทุกวันนี้ที่วัดอินทรารามองค์ หนึ่งอยู่ที่โรงพระแก้ววัดอรุณราชวรารามองค์หนึ่ง ดูฝีมือก็อยู่ข้างหยาบเต็มที จึงทำให้เข้าใจว่าเพราะทำในเวลายังไม่มีช่างฝีมือดี ฝีมือช่างไทยเพิ่งมามีดีขึ้นต่อเมื่อรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์นี้ ไม่ว่าของอย่างใดๆ ที่จะพึงพบเห็นได้ในเวลานี้บรรดาเป็นของฝีมือช่างดีที่เป็นชั้นเก่า สร้างในรัชกาลที่ 1 ทั้งนั้น เช่น เครื่องราชูปโภค หรือถ้าจะเลือกกล่าวแต่สิ่งของซึ่งคนทั้งหลายจะพึงเห็นได้โดยง่าย เช่น บานประตูมุกวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และบานมุกพระมณฑปพระพุทธบาท ฝีมือฝาผนังพระอุโบสถวัดราชบูรณะเหล่านี้ เป็นต้น
เมื่อว่าโดยย่อการบำรุงวิชาช่างต่างๆ เป็นการสำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่งในการก่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นการหมดช่างฝีมือดีด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว อันการบำรุงฝีมือช่างเป็นการพ้นวิสัยที่ราษฎรจะทำได้เอง ด้วยต้องการทุนรอนตลอดจนอำนาจในการก่อสร้างจำต้องเป็นหลวง พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงเป็นราชธุระเองจึงจะรวบรวมแนะนำและลงทุนรอนให้ช่างทำการอันประกอบด้วยฝีมือให้ดีได้ สิ่งของและการที่จะทำเพื่อบำรุงฝีมือช่างนั้น ถ้าเป็นเครื่องเงินทองของละเอียด ก็ทำเครื่องราชูปโภคตลอดจนเครื่องยศสำหรับพระราชทานผู้อื่น ถ้าเป็นของเนื่องในวิชาก่อสร้างแกะสลักวาดเขียน ก็มีสร้างวัดสร้างวัง เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่สร้างวัดสร้างพระราชวังครั้งรัชกาลที่ 1 ก็ดี ในรัชกาลที่ 2 ที่ 3 ต่อมาก็ดีนับเนื่องในการบำรุงฝีมือช่างไทยให้กลับคืนดีขึ้นสำหรับพระนคร เพราะฉะนั้นการสร้างสวนขวาที่กล่าวในท้องตราว่า เพื่อจะบำรุงฝีมือช่างนั้น ที่จริงมีเหตุเนื่องด้วยราชการบ้านเมืองตามที่แสดงมานี้ แม้ฝีมือทำเครื่องถม ซึ่งคนทั้งหลายเข้าใจกันโดยมากกว่า ช่างชาวเมืองนครศรีธรรมราช ทำฝีมือดีสั่งเรียกกันว่าถมนครฯ นั้น ที่จริงก็มิใช่ช่างประจำเมือง มีมาแต่ครั้งกรุงเก่า วิชาช่างถมนครฯ เพิ่งบำรุงขึ้นในรัชกาลที่ 2 กรุงรัตนโกสินทร์นี้เหมือนกัน
ตั้งแต่เจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นผู้สำเร็จราชการเมือง เจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นคนแข็งแรงในการงาน ทำอะไรทำจริงและพอใจในการช่าง เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ได้รับกระแสรับสั่งออกไปให้จัดการฝึกหัดวิชาช่างถม ช่างถมเมืองนครฯ จึงมีฝีมือขึ้นความข้อนี้ถ้าพิเคราะห์ดูลวดลายเครื่องถมเมืองนครฯ ก็จะเห็นได้ว่าลวดลายเครื่องถมนครฯ เป็นอย่างใหม่ อันมีขึ้นในรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา







