
ต้องจริงจังชัดเจน
มากกว่าจะเป็นนักลงทุนภาคผลิตแท้จริง หลังจากที่นายกรัฐมนตรียกทีมเศรษฐกิจออกมายืนยันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
มากกว่าจะเป็นนักลงทุนภาคผลิตแท้จริง หลังจากที่นายกรัฐมนตรียกทีมเศรษฐกิจออกมายืนยันแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับผู้จัดการกองทุนระดับโลกกว่า 20 กองทุน บริหารเงินลงทุนกว่า 80% ของเงินลงทุนโลก และฉายภาพรวมให้อีกกว่า 50 กองทุนฟัง แต่ผลตอบรับนักลงทุนกลับแค่เห็นทิศทางชัดขึ้น โดยอยากให้รัฐบาลลงมือปฏิบัติจริงถึงจะเชื่อมั่นว่ายุทธศาสตร์ของไทยจะเกิดขึ้นได้
บนปมคาใจที่ยุทธศาสตร์นั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงได้ดังกล่าว อาจมาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม หรือนึกไม่ออกว่าประเทศไทยจะเดินไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร หรือเพราะต้นทุนประเทศที่ผ่านมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมส่วนใหญ่ผ่านไปหลาย 10 ปี ก็ยังไม่ได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่เหมือนเช่นจีนที่หลังจากเปิดประเทศกว่า 30-40 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่โครงการที่รัฐบาลจีนประกาศจะทำได้เป็นรูปธรรม จึงทำให้จีนพลิกฟื้นจากประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีต่ำกว่าไทยเป็นเท่าตัว แต่ปัจจุบันนี้จีนมีรายได้ต่อหัวต่อปีแซงหน้าไทยไปแล้ว และมีขนาดเศรษฐกิจแซงญี่ปุ่นขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ของโลกรวมทั้งมีแนวโน้มที่จะแซงเบอร์ 1 สหรัฐอเมริกา
ด้วยต้นทุนของประเทศจีนที่ส่วนใหญ่จะทำได้ตามที่ประกาศดังกล่าว จึงทำให้เมื่อจีนประกาศยุทธศาสตร์อะไรออกไป ถึงได้รับความเชื่อมั่นจากทั่วโลกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง แม้หลายโครงการจะขาดทุนหรือเจ๊งต้องล้มเลิกไปเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยทุนสำรองประเทศที่ใหญ่ทำให้รับภาระขาดทุนได้มากกว่าประเทศเล็ก
เมื่อเป็นเช่นนี้การที่นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจออกมายืนยันกับนักลงทุนในงาน Thailand’s Big Strategic Move เสียงตอบรับที่สะท้อนออกมาจึงไปในทางเป็นสัญญาณที่ดี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
ต่างชาติขึ้น แต่อยากเห็นการลงทุนจากภาครัฐที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ถึงจะเชื่อมั่นมากขึ้นและนักลงทุนต่างชาติอยากเห็นการให้ความสำคัญ 4 ปัจจัยหลักคือ 1.คุณภาพการศึกษาไทยที่ดีพอรองรับการลงทุนในอนาคตด้านนวัตกรรมและการเกิดของอีอีซี 2.รัฐบาลจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงใด 3.การขออนุญาตด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะปรับปรุงให้เร็วได้หรือไม่ และ 4.การปราบปรามคอร์รัปชั่น
จะเห็นได้ว่าข้อกังวลหลักๆ ในความไม่เชื่อมั่นดังกล่าว เป็นเรื่องที่ทราบกันมาอย่างต่อเนื่องและที่ผ่านมารัฐบาลก็พยายามปรับปรุงปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้าขึ้น แต่ก็อาจจะยังไม่มากพอ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของโลกในทศวรรษนี้ หรือจะเป็นแค่ในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ที่สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา ก็มีความน่าสนใจไปลงทุนไม่แพ้ไทย







