
เก็บภาษีน้ำหวาน
มีความพยายามของภาคเอกชน โดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยไม่ต้องการให้รัฐมีการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
มีความพยายามของภาคเอกชน โดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยไม่ต้องการให้รัฐมีการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล หรือที่รู้จักกันในนามภาษีน้ำหวาน เริ่มตั้งแต่การจัดเก็บ กรมสรรพสามิตควรมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน หรืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากเดิมที่ยอดขายถูกกระทบด้วยภาวะเศรษฐกิจอยู่แล้ว และการชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคจะต้องรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น เพราะถึงอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการต้องผลักภาระต้นทุนออกไปอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม กรมสรรพสามิตก็ควรจะเดินหน้าการเก็บภาษีน้ำหวาน ทั้งด้วยเหตุผลทางด้านการคลัง และเหตุผลทางด้านสุขภาพ
เหตุผลทางด้านการคลังนั้น เป็นที่รู้กันดีว่ารัฐบาลต้องศึกษาการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาการจัดเก็บรายได้จาก 3 กรมภาษีที่ต่ำกว่าเป้ามาหลายปี เฉพาะ 7 เดือนแรกของปีนี้ กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 2.1 หมื่นล้านบาท หรือ 2.4% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มจัด (แวต) เก็บได้ต่ำกว่าเป้า 4.8% สาเหตุสำคัญจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในประเทศเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 5.9 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 15.1% มีเพียงกรมสรรพสามิตเท่านั้นที่จัดเก็บได้ใกล้เคียงกับประมาณการ
นอกจากนี้ ในระยะยาว การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลยิ่งจะมีแนวโน้มลดลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากรัฐได้มีการยกเว้นหรือลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตของไทยให้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และเป็นที่ต้องการของตลาด แก้ปัญหาสินค้าส่งออกของไทยในปัจจุบันที่กลายเป็นสินค้าล้าสมัย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงต้องคิดค้นภาษีใหม่ๆ เพื่ออุดช่องว่างรายได้ที่สูญเสียไปในการปรับโครงสร้างประเทศ ขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งอุดช่องโหว่การใช้เทคโนโลยีทำธุรกิจ ซึ่งมีทั้งการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดเก็บภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ธุรกิจออนไลน์ ภาษีลาภลอย รวมถึงภาษีน้ำหวานนี้ด้วย
นอกจากประเด็นทางด้านการคลังแล้ว ยังมีประเด็นทางด้านสุขภาพอีกด้วย เป็นที่รู้กันว่าโรคเรื้อรังและโรคอ้วนล้วนมาจากอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และพลังงานสูง องค์การอนามัยโลกจึงออกมาแนะนำให้ประเทศต่างๆ หาทางรับมือ ด้วยการพิจารณาใช้มาตรการทางภาษี เนื่องจากมีหลักฐานทางวิชาการว่า การใช้มาตรการภาษีมีความคุ้มค่า เพราะช่วยลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง และรัฐยังจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มด้วย
ส่วนความเห็นเรื่องการผลักภาระไปให้ผู้บริโภคนั้น ปัจจุบันอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น จนผู้ผลิตเครื่องดื่มบางราย ลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง แต่ไม่ลดราคาขาย ด้วยเหตุนี้ข้อท้วงติงเรื่องการผลักภาระให้ผู้บริโภคอาจไม่เกิดขึ้น เนื่องจากต้นทุนการใช้น้ำตาลที่ต่ำลงจะทดแทนกับภาษีที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นราคาก็ได้
ที่สำคัญผู้ผลิตยังมีเวลาในการปรับตัวเรื่องภาษีน้ำหวานถึง 2 ปี ซึ่งระหว่างนี้ผู้ผลิตสามารถจัดรายได้ส่งเสริมการขายและการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง เพื่อที่ผู้ผลิตจะได้ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม เนื่องจากการจัดเก็บภาษีเป็นการจัดเก็บตามปริมาณน้ำตาลอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้รัฐจึงไม่จำเป็นต้องมีการทบทวน หรือเลื่อนระยะเวลาการจัดเก็บภาษีน้ำหวานออกไป เพราะเห็นได้ว่าผลที่ได้มีมากกว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้น







