
ประมูลรถไฟไทยจีนก.ค.นี้
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 เร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ได้ช่วยปลดล็อกลดอุปสรรคและปัญหาของโครงการ ช่วยเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น
ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการยกร่างสัญญา ซึ่งมี 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1 สัญญาการจ้างออกแบบ สัญญาที่ 2 การคุมงาน และสัญญาที่ 3 เรื่องระบบรถ ซึ่งสัญญาที่ 1 มีกำหนดลงนามในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ เมื่อสัญญาที่ 1 เดินหน้าแบบร่างสัญญาที่ 1 2 3 และ 4 จะตามมา
สำหรับการจัดจ้างทางฝ่ายจีน ซึ่งจะเป็นการดำเนินการรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจีทูจี ซึ่งในคำสั่ง มาตรา 44 ได้ยกเว้นเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะเป็นอุปสรรคและทำให้งานล่าช้า โดยเฉพาะกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง การประกวดราคา และเรื่องการกำหนดราคากลาง ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างมาก คำสั่งมาตรา 44 จึงมาช่วยปลดล็อกตรงนี้
ส่วนที่ 2 จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ทางวิศวกรและสถาปนิกจีน เรื่องนี้ตามข้อกฎหมายต้องดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องความร่วมมือระหว่างของรัฐบาลต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมจะประสานทั้งสองหน่วยงาน ได้แก่ สภาวิศวกร และสภาสถาปนิก พร้อมทั้งประสานทางจีนเพื่อทดสอบให้มีการอำนวยความสะดวกการอบรมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจในสภาพภูมิประเทศของประเทศไทยและเข้าใจเรื่องใช้เป็นข้อมูลประกอบในการออกแบบ
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการกำหนดเวลาแบบให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ขณะนี้งานต่างๆ ไม่มีปัญหาเพราะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง คำสั่งนี้จะเข้ามาช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น ตอนไหนเสร็จก็จะเริ่มทยอยการประมูล
“ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินงานเสนอให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจากนั้นจะเสนอให้ ครม.พิจารณาในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนร่างสัญญาก็เดินไปพร้อมกัน คาดว่าภายในเดือน ก.ค.จะแล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเดินหน้าตามกรอบเดิมที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในเดือน ก.ย.นี้” อาคม กล่าว
ชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการรถไฟไทยจีนนี้การดำเนินการลดอุปสรรคในการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายทั้ง 7 ฉบับ จะดำเนินการในส่วนของโครงการที่จีนว่าเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการ 3 ประเด็น คือ 1.การออกแบบรายละเอียด 2.การคุมงานก่อสร้าง และ 3.การดำเนินการติดตั้งระบบเดินรถและอาณัติสัญญาณ โดยไทยยังเป็นผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างที่เป็นงานหลักและมีมูลค่ามากกว่างานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบราง
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าความร่วมมือดังกล่าวฝ่ายไทยจะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน นอกจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ จำนวน 60 คนแล้ว กระทรวงคมนาคมจะมีการประสานงานเพื่อนำนักวิชาการระดับสูงหรือในระดับคณะอาจารย์ ทั้งจากสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ สภาสถาปนิกไทย เข้าศึกษารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงจากจีนด้วย ซึ่งจีนได้ตกลงในหลักการแล้ว และจะมีการนำเข้าหารือในรายละเอียดในการประชุมคณะกรรมการรถไฟไทย-จีนครั้งต่อไป
เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก มองว่า มีอีกหลายโครงการที่ภาครัฐควรทำมานานเป็น 10 ปีแล้ว แต่ระบบบริหารจัดการภาครัฐเป็นคอขวดทำให้ล่าช้า แต่สำหรับโครงการนี้มองว่าไม่ดีตั้งแต่แรก เพราะเป็นการคุยกันโดยตรงกับจีนเพราะแสดงถึงความไม่โปร่งใส ทั้งๆ ที่เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ควรให้เปิดประมูลกัน เพื่อจะได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากทั่วโลก
อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า การที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 อนุมัติโครงการรถไฟไทย-จีน มีข้อสังเกตว่าถ้าเป็นรัฐบาลปกติไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 จะดำเนินการโครงการลักษณะแบบนี้ได้อย่างไร ประเด็นที่ทุกคนเป็นห่วงคือในแง่เศรษฐกิจมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าแน่นอน ก่อนหน้านี้ สมคิด ยังมีแนวคิดให้จีนลงทุนทั้งหมดเพราะเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองของจีน
“สิ่งที่ประเทศไทยได้แน่ๆ คือได้รถไฟความเร็วสูงและได้เป็นหนี้สูงขึ้นอีก คนโคราชได้ประโยชน์แน่นอนเพราะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการเดินทาง ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของโคราช ที่น่าสนใจคือ ในอนาคตจีนจะยอมลงทุนสร้างต่อให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว พม่า และมาเลเซียหรือไม่ ซึ่งคิดว่ายาก” อดิศร กล่าว







