
ศิริราชดรีม สืบสานปณิธานในหลวง ร.9
“เราทุกคนต่างมีความฝันและมีเหตุของความฝันนั้นเพื่อใครบางคน” คำกล่าวของ รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
“เราทุกคนต่างมีความฝันและมีเหตุของความฝันนั้นเพื่อใครบางคน” คำกล่าวของ รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และยังเป็นอาจารย์แพทย์และจักษุแพทย์ ประจำโรงพยาบาลศิริราช ที่ได้เล่าถึงโครงการศิริราชดรีม (SirirajDream) ซึ่งคือ การนำเสนอวิสัยทัศน์ของศิริราช ที่ต้องการสื่อสารให้คนภายนอกเข้าใจได้ง่ายขึ้น
เนื่องจากนโยบายของศิริราชต่อจากนี้ไป ก็คือต้องการให้โรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลของแผ่นดิน โดยมีพันธกิจหลักๆ 3 ด้านก็คือ 1.ด้านการรักษาพยาบาล คือ เน้นคุณภาพในการให้บริการ ผู้ป่วยที่เข้ามาแล้วต้องมีโอกาสรักษาหายให้มากที่สุด 2.ด้านการวิจัย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพในการวินิจฉัย การรักษาโรคให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ถูกต้อง และทันท่วงที ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย 3.ด้านการเรียนการสอน ผลิตบุคลากรให้มากและเพียงพอมากขึ้น
โรงพยาบาลศิริราช เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศ กว่า 129 ปี จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วย เพื่อบำบัดทุกข์แก่ราษฎร โดยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจไว้และยังได้ทรงพัฒนาศักยภาพเพื่อให้ศิริราชเป็นโรงพยาบาลแพทย์แผนปัจจุบัน พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อการก่อสร้างตึกต่างๆ และขยายพื้นที่โรงพยาบาลศิริราช
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงห่วงใยประชาชนและผู้สัญจรโดยรอบฝั่งธนบุรี จึงได้รับสั่งให้มีการจัดทำแผนที่สำหรับการแก้ปัญหาจราจรและน้ำท่วม และจัดให้เป็นโครงการพระราชดำริ เพื่อปรับปรุงระบบการจราจรโดยรอบโรงพยาบาล เพื่อประชาชนจะได้มาใช้บริการทางการแพทย์อย่างสะดวก อีกทั้งยังได้พระราชทานนามอาคารต่างๆ ในโรงพยาบาลศิริราช อาทิ อาคารสยามินทร์ อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ฯลฯ
ด้วยพระราชปณิธานของทุกพระองค์ต่อศิริราช จึงได้จัดทำโครงการศิริราชดรีม เพื่อตามรอยพระราชปณิธาน ทำงานด้วยความรัก ความอดทน ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ย่อท้อ ตอบแทนคุณแผ่นดิน และจะส่งทอดต่อไปยังผู้ป่วยที่ยากไร้ทุกคนโครงการใหญ่ต่างๆ ต่อไป
ความฝันอันสูงสุดของโครงการศิริราชดรีม ก็เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างสุดกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมและมองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต โรงพยาบาลศิริราชจึงมีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำความฝันเหล่านั้นของคนไข้ให้เป็นจริง เพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด
“นอกเหนือจากนี้ เรายังคงนึกถึงผู้ป่วยที่ขาดโอกาสในการเข้ารักษา เนื่องจากในปัจจุบัน ศิริราชรองรับผู้ป่วยนอกร่วม 3 ล้านคน/ปี และดูแลผู้ป่วยในเกือบ 9 หมื่นคน/ปี ด้วยการทำงานอย่างเต็มที่ของบุคลากรในทุกหน้างานถึงแม้จะมีทรัพยากรจำกัด เราจึงยังคงมุ่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้
จึงเป็นที่มาของโครงการอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ซึ่งเป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่ออาคารสุดท้าย ด้วยความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์เสมอมา จึงเป็นความฝันที่ชาวศิริราชทุกคนอยากทำให้สำเร็จเพื่อผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือจากศิริราช และตึกนี้จะรองรับคนไข้อนาถา ขาดกำลังทรัพย์ ให้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง
เหนือสิ่งอื่นใด อยากให้ประชาชนคนไทยได้มีส่วนร่วมสืบสานพระราชปณิธานนี้ร่วมกันกับศิริราชมูลนิธิ จึงต้องการส่งต่อความฝันอันสูงสุด เพื่อบอกเล่าถึงคำมั่นสัญญา ความหวัง และความฝันของโรงพยาบาลแห่งนี้ที่คงไว้ซึ่งสถานะโรงพยาบาลของแผ่นดิน อันหมายความถึงการเป็นที่พึ่งพิงของคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน พร้อมรับใช้ให้การดูแล และจะแผ่ขยายความช่วยเหลือออกไปให้ได้มากที่สุด รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความฝันของศิริราชในการต่อชีวิตคนนับล้าน”
จากอดีตที่ผ่านมาทางศิริราชคนไข้เยอะงานล้น จึงทำงานแบบตั้งรับ แต่นโยบายต่อจากนี้จะทำงานเชิงรุก เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมผู้สูงวัยที่เปลี่ยนไป โดยรักษาในเชิงรุก ด้วยการมองไปในอนาคตข้างหน้าเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย
“คนอายุยืนมากขึ้นถ้าเราไม่รองรับก็จะมีปัญหา เช่น โรคฉุกเฉินต่างๆ คืออนาคตโรคเรื้อรังโรคติดต่อจะหายไป แต่โรคฉุกเฉินจะมีมากขึ้น ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในอนาคตจะเป็นคนไข้เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบนอนติดเตียงมากขึ้น ทางศิริราชจะพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับจุดนี้ ต้องเตรียมบุคลากร สถานที่ไว้ดูแล ซึ่งคาดว่าจะทำให้เป็นรูปธรรมให้ได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อทำเป็นโครงการต้นแบบให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ด้วยในอนาคต
ขณะนี้ได้มีสถานที่ที่มีผู้มีจิตกุศลบริจาคมาแล้วและจะทำเป็นศูนย์การแพทย์ต้นแบบ ที่ จ.สมุทรสาคร ที่จะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ผู้สูงอายุ และที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 30 กว่าไร่ เพื่อเปิดเป็นศูนย์ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้ญาติมาเฝ้าดูแลอาการได้อย่างใกล้ชิด ส่วนศูนย์ผู้ป่วยฉุกเฉินจะอยู่ที่ศิริราช ทั้ง 3 แห่งนี้จะทำเป็นศูนย์นำร่องเป็นโครงการต้นแบบที่คิดแบบเชิงรุก
เรายังจะมีหน่วยวิจัยศึกษาพัฒนาการรักษาคนไทยตามลักษณะพันธุกรรม เพื่อหาการรักษาที่เหมาะสมและได้ผล นำผลวิจัยมารักษาและป้องกันความเสี่ยง ดูแนวโน้มในการเกิดโรคก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่รอให้คนไข้ป่วยแล้วมาหา แต่จะมีหน่วยคอยไปดูแลเชิงรุก เข้าไปในชุมชน ทำอย่างไรให้เขาไม่ป่วยหรือป่วยให้น้อยที่สุด
แม้พระองค์ท่านจะไม่อยู่แล้ว เราก็จะสืบสานพระราชดำริของพระองค์ท่านต่อไป โดยส่งต่อพระราชประสงค์ของพระองค์ไปยังคนไข้ทุกคน ที่ต้องการให้ประชาชนของพระองค์เข้าถึงการรักษาอย่างดีและทั่วถึง” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น







