posttoday
ธนาคารลดดอกกู้รายย่อย ถูกที่ถูกเวลา

ธนาคารลดดอกกู้รายย่อย ถูกที่ถูกเวลา

19 พฤษภาคม 2560

สัปดาห์นี้หลังจากกระทรวงการคลังส่งสัญญาณขอให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลูกค้ารายย่อย และได้รับการตอบสนองทันทีจากธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ โดยมีการทยอยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยเกือบทุกประเภทลงประมาณ 0.25-0.5% โดยมีผลในวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา

สัปดาห์นี้หลังจากกระทรวงการคลังส่งสัญญาณขอให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลูกค้ารายย่อย และได้รับการตอบสนองทันทีจากธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ โดยมีการทยอยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยเกือบทุกประเภทลงประมาณ 0.25-0.5% โดยมีผลในวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา

ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างนโยบายรัฐและสถาบันการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอย่างทั่วถึงที่สุด หลังวันที่ 16 นี้ ธุรกิจทั่วไป ลูกค้าเงินกู้ยืมทั่วไปที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่และใช้วงเงินกู้ยืมในลักษณะองค์กร (Corporate Loan) จะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นทันที จากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง โดยรัฐบาลตั้งความหวังว่า ด้วยภาระที่ลดลงนี้จะทำให้ธุรกิจเกิดการลงทุนพร้อมๆ กัน และช่วยทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดเติบโตได้ตามเป้าหมาย

โดยส่วนตัวเห็นด้วยอย่างมากกับนโยบายลักษณะนี้ ได้เขียนถึงเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรายใหญ่และรายย่อยหลายครั้งว่าควรปรับลดไม่ให้เหลื่อมมาก ครั้งนี้ถือเป็นนโยบายที่ “ทำน้อยๆ แล้วคนส่วนใหญ่ได้มาก” และเชื่อว่าเป็นนโยบายที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศ คนมีหนี้เงินกู้ยืมทั่วไปจะให้ความชื่นชมอย่างมาก เพราะเห็นผลจริงและทันทีในการลดภาระทั้งระบบ

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงทิศทางของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่ออกมาขานรับในเชิงบวก ซึ่งนอกจากจะลดดอกเบี้ยแล้ว ยังมีการจัดสรรวงเงินเพื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยเพิ่มเติมอีกมากมายตามมา เป็นทิศทางบวกมาก ธนาคารพาณิชย์กลับสู่พื้นฐานการเป็นธนาคารตามบทบาทที่แท้จริง และขอย้ำว่าการเดินในบทบาทเช่นนี้ในท้ายที่สุดจะเป็นผลบวกต่อธนาคารเองทั้งระบบ แม้ในช่วงนี้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลงอาจหมายถึงกำไรของธนาคารอาจลดลงเช่นกัน และมีผลต่อราคาหุ้น ซึ่งจะเป็นผลช่วงสั้นๆ

ปัจจุบันลูกค้าขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับต่ำมาก เพราะมีเครื่องมือในการระดมเงินได้มากมาย หลากหลาย ยิ่งหากอยู่ในตลาดทุนด้วยแล้ว ความจำเป็นของธนาคารแทบไม่มีในกรณีที่บริษัทนั้นมีความแข็งแกร่งทางการเงินสูง ธนาคารทำกำไรได้น้อยมากหากเทียบเม็ดเงิน

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต่ำกว่ามากในการปล่อยสินเชื่อก็เป็นแรงจูงใจอย่างดี ดีกว่าการพักเงินไว้ในระบบซึ่งจะมีต้นทุน ในทางกลับกันสำหรับลูกค้ารายย่อย ดอกเบี้ยกู้ยืมไม่ได้ต่ำกว่าตัวเลขที่ประกาศลดซะทีเดียว แต่จะมีการบวกค่าความเสี่ยง (Risk Premium) เพิ่มจากอัตราที่ประกาศไว้ ตามแต่การวิเคราะห์ลูกค้าของแต่ละธนาคารรายย่อยมีพื้นที่จำกัดมากในการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อแข่งขันได้

การดำเนินนโยบายครั้งนี้ จึงมีนัยสำคัญอย่างมากว่ารัฐบาลเริ่มมองดุลยภาพทั้งระบบ เพราะความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รายย่อยนั้นคิดเป็นจำนวนรายมีมากถึง 70-80% ของระบบทั้งหมด และ “จำนวนราย” นี่เองจะเป็นเกราะคุ้มกันระบบธนาคาร ระบบตลาดเงินให้มีแรงต่อรองกับรายใหญ่ได้เอง ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีรายย่อยรายใดทำให้ระบบธนาคารล้มได้ทั้งระบบ มีแต่รายใหญ่ที่พลาดแล้วส่งผลต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน

การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ จึงไม่มีผลใดๆ เรื่องเสถียรภาพต่อระบบ กลับกันยิ่งจะเสริมให้ระบบปรับตัวร่วมกันได้ดีขึ้น ส่วนความหวังของรัฐบาลเรื่องการให้เอกชนลงทุนหลังนโยบายนี้ อาจเป็นเรื่องต้องติดตามผลเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ การจะจูงใจรายเล็กรายน้อยทั้งประเทศทำได้ยาก

หากจะให้เร็วที่สุดน่าจะพูดคุยกับรายใหญ่ทั้งหลายในตลาดทุน เพราะถ้าดูจากการปันผลกิจการในรอบปีที่ผ่านมา กิจการในตลาดหลักทรัพย์มีการปันผลอย่างทั่วถึงเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนไม่มีตัวเลขทั้งระบบอย่างชัดเจน แต่การปันผลได้ในสภาวะเศรษฐกิจเติบโตน้อย หมายถึงการมีเงินสดในกิจการเหลือ หากมีเงินเหลือกิจการมักเลือกที่จะลงทุนขยายกิจการต่อ เหตุใดที่กิจการขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ลงทุน? เป็นสิ่งที่ควรหาคำตอบอย่างรวดเร็วที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน