
เปลี่ยนเพื่อปลอดภัย
เหตุการณ์ที่กลุ่มแฮ็กเกอร์โจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่โดยการปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ซึ่งเป็นโปรแกรมอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ โดยบังคับให้หน่วยงานที่โดนโจมตีต้องจ่ายเงินประมาณ 300-600 เหรียญสหรัฐ (ราว 1-2 หมื่นบาท) ผ่านสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ เพื่อแลกกับการปลดล็อกระบบคอมพิวเตอร์ โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่นี้ได้แพร่ระบาดไป 99 ประเทศทั่วโลกแล้ว และมีผู้ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่แล้วกว่า 7.5 หมื่นราย และอาจจะเพิ่มมากกว่านี้หากยังหาวิธีการแก้ไขไม่ได้ประเทศที่โดนโจมตีมากที่สุดคือ รัสเซีย ถูกโจมตีในหน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนมากที่สุดถึง 1.1 หมื่นแห่ง ตามด้วยหน่วยงานในจีนที่6,500 แห่ง และหน่วยงานสหรัฐที่อย่างน้อย 1,600 แห่ง นอกจากนี้การโจมตีดังกล่าวยังส่งผลต่อระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล 16 แห่ง และหน่วยงานสาธารณสุข 45 แห่งในอังกฤษ รวมถึงเฟดเอ็กซ์ บริษัทขนส่งชื่อดังของสหรัฐ และเทเลโฟนิกา บริษัทโทรคมนาคมสเปนสำหรับประเทศไทย ยังไม่มีรายงานว่าหน่วยงานใดถูกมัลแวร์วายร้ายนี้โจมตีจนเกิดความเสียหาย แต่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็รีบออกมาเตือนหน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชนทั่วไปว่า ให้เตรียมรับมือการระบาดของไวรัสเรี
เหตุการณ์ที่กลุ่มแฮ็กเกอร์โจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่โดยการปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ซึ่งเป็นโปรแกรมอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ โดยบังคับให้หน่วยงานที่โดนโจมตีต้องจ่ายเงินประมาณ 300-600 เหรียญสหรัฐ (ราว 1-2 หมื่นบาท) ผ่านสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ เพื่อแลกกับการปลดล็อกระบบคอมพิวเตอร์ โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่นี้ได้แพร่ระบาดไป 99 ประเทศทั่วโลกแล้ว และมีผู้ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่แล้วกว่า 7.5 หมื่นราย และอาจจะเพิ่มมากกว่านี้หากยังหาวิธีการแก้ไขไม่ได้
ประเทศที่โดนโจมตีมากที่สุดคือ รัสเซีย ถูกโจมตีในหน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนมากที่สุดถึง 1.1 หมื่นแห่ง ตามด้วยหน่วยงานในจีนที่6,500 แห่ง และหน่วยงานสหรัฐที่อย่างน้อย 1,600 แห่ง นอกจากนี้การโจมตีดังกล่าวยังส่งผลต่อระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล 16 แห่ง และหน่วยงานสาธารณสุข 45 แห่งในอังกฤษ รวมถึงเฟดเอ็กซ์ บริษัทขนส่งชื่อดังของสหรัฐ และเทเลโฟนิกา บริษัทโทรคมนาคมสเปน
สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีรายงานว่าหน่วยงานใดถูกมัลแวร์วายร้ายนี้โจมตีจนเกิดความเสียหาย แต่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็รีบออกมาเตือนหน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชนทั่วไปว่า ให้เตรียมรับมือการระบาดของไวรัสเรียกค่าไถ่นี้ และวิธีการป้องกันไม่ให้เจอปัญหา ทำให้หน่วยงานไอทีของทุกองค์กรต้องตื่นตัวรีบเช็กคอมพิวเตอร์ขององค์กรว่าโชคร้ายเจอมัลแวร์ไปฝังอยู่สร้างความเสียหายให้กับข้อมูลในระบบหรือไม่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนในเรื่องของการจัดการซอฟต์แวร์สำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่จะมีจุดอ่อนให้แฮ็กเกอร์ส่งไวรัส มัลแวร์ต่างๆ เจาะเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาและฝังตัวเพื่อรอคอยสร้างความเสียหาย เพราะทางเจ้าของโปรแกรมที่ถูกลิขสิทธิ์พบช่องโหว่ที่จะเปิดทางให้แฮ็กเกอร์โจมตีได้ก็จะจัดการปรับเวอร์ชั่นใหม่ปิดจุดอ่อนเสีย แต่ผู้ที่ใช้โปรแกรมเถื่อนก็จะไม่รู้ว่ามีการปรับปรุงอะไรไปบ้าง
บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) สำรวจทัศนคติและความรู้ความเข้าใจในการตรวจสอบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ใช้งาน โดยสอบถามกลุ่มตัวอย่างผู้ที่กำลังจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊กเครื่องแรกและกำลังจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ พบว่า ผู้ใช้งานมีความรู้ความเข้าใจในการตรวจสอบซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่ในระดับต่ำ ไม่ทราบวิธีการตรวจสอบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
ไมโครซอฟท์ระบุว่าผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เข้าใจว่ามีอันตรายแฝงอยู่ แต่ก็ยังยอมเสี่ยง เพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการหาซื้อ และคิดว่าอันตรายเหล่านั้นจะไม่เกิดกับตัวเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก
เมื่อประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม ก็จะต้องสร้างผู้ใช้คอมพิวเตอร์พันธุ์ใหม่ ที่จะต้องมีความเข้าใจและใช้งานเป็น จะคิดว่าการใช้คอมพิวเตอร์ให้ถูกวิธีเป็นเรื่องไม่สำคัญไม่ได้อีกต่อไป เพราะหลายกรณีที่เกิดความเสียหายมาจากความบกพร่องของผู้ใช้บริการเอง และจากนี้ไปไม่ว่าเรื่องการเงิน ข้อมูลส่วนตัวหรืออะไรก็ได้กลายเป็นดิจิทัลหมดแล้ว
ดังนั้น นอกเหนือจากกระทรวงดีอีจะดูแลเรื่องความปลอดภัยแล้ว อีกด้านหนึ่งก็ควรจะตั้งโต๊ะให้ความรู้กับยูสเซอร์ชาวไทยทั้งหลายให้มีภูมิคุ้มกันตัวเองจากโจรไฮเทค







