
ลูกแม่ถ้วน (3)
สำหรับต้นมะพร้าว เห็นทีไรก็นึกถึงพี่ชวนทีนั้น มะพร้าวสูงมากทีเดียวมีแต่พี่ชวนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถปีนขึ้นไปเก็บลูกมะพร้าวลงมาได้
โดย...ถาวร หลีกภัย
สำหรับต้นมะพร้าว เห็นทีไรก็นึกถึงพี่ชวนทีนั้น มะพร้าวสูงมากทีเดียวมีแต่พี่ชวนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถปีนขึ้นไปเก็บลูกมะพร้าวลงมาได้
วิธีของพี่ชวนก็คือใช้ผ้าขาวม้าปั่นเป็นเชือก แล้วผูกขา 2 ข้าง เว้นระยะห่างให้กระชับหว่างขา พอเหมาะที่จะเกาะต้นมะพร้าวและเวลาปีนขึ้นก็ต้องมีจังหวะทั้งในการใช้มือเกาะลำต้นไว้ กับการยกตัวกระเถิบขึ้นของ 2 ขา พร้อมๆ กัน ซึ่งพี่ชวนทำได้ในท่ามกลางความระทึกใจของพวกน้องๆ ที่คอยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างล่าง พี่ชวนเอามะพร้าวอ่อนมาให้พวกเรากินกันหลายลูก
พี่ชวนมีฝีมือฝีตีนในการปีนต้นมะพร้าวได้อย่างทะมัดทะแมงจนผมอดคิดในขณะนั้นไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีอาชีพอะไร พี่ชวนอาจรับจ้างปีนมะพร้าวหาเงินได้ นั่นคิดไปจนขนาดนั้น
เนื่องจากบ้านของเราตั้งอยู่บนเนิน จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นจากเทือกเขาบรรทัดสวยงามมาก ในขณะที่ระดับน้ำในบ่อน้ำที่บ้านก็จะเปลี่ยนตามฤดูกาล มีน้ำมากน้ำน้อยในหน้าฝนไม่มีปัญหา แต่ในหน้าแล้งน้ำจะแห้งถึงก้นบ่อ ทำให้น้ำไม่พอใช้ เด็กๆ อย่างพวกเราจึงมักไปอาบน้ำบ้านญาติซึ่งอยู่ในที่ลุ่ม
สำหรับความสนุกสนานในวัยเด็กคือการได้เล่นน้ำกันที่คลองเจ็ด ที่อยู่ห่างจากบ้านไปประมาณ 1 กิโลเมตร ตั้งแต่จำความได้ ผมชอบเล่นน้ำคลอง แต่เนื่องจากผมยังไม่แข็งแรงพอที่จะเดินไปเอง จึงต้องอาศัยขี่หลังพี่ชวนไป
คลองน้ำเจ็ดในอดีตเป็นคลองน้ำใส เราจึงเล่นน้ำกันได้อย่างมีความสุข จำได้ว่าเพื่อนคนหนึ่ง ว่ายน้ำเก่งมาก และสามารถดำน้ำไปจับกุ้งได้ด้วย เสร็จจากเล่นน้ำแล้ว เราก็ไปอาบน้ำบ่อต่อที่บ้านญาติซึ่งอยู่ใกล้คลองน้ำเจ็ดนั่นเอง
ต่อมามีโรงงานบ่มยางมาตั้งขึ้นในบริเวณนั้นแล้วปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงคลอง คลองน้ำเจ็ดจึงเน่าเสียเห็นแต่ปลาตายลอยฟ่อง นี่คือผลกระทบของโรงงานต่อสิ่งแวดล้อมที่ผมได้เห็นและเรียนรู้มาตั้งแต่เป็นเด็ก
เรื่องนี้มีเล่าต่อ
ผู้บริหารโรงงานนั้นนั่งรถเก๋งคันใหญ่ และชอบขับรถด้วยความเร็วสูงราวกับรถแข่งทุกครั้ง ที่ผ่านมาหน้าบ้านที่ถนนวิเศษกุล พร้อมกับที่ทิ้งฝุ่นสีแดงอันตลบอบอวลเป็นม่านหมอกเอาไว้ให้ชาวบ้านสองฟากถนน
ได้สูดดมอยู่เสมอวันละ 2 เวลาเช้า-เย็น และชาวบ้านต้องทนอยู่นานนับเป็นปี ปีแล้วปีเล่า กว่าจะตระหนักได้ในวันหนึ่งว่า รถคันนี้คือมหาภัยต่อสุขภาพ
วันนั้นก็บังเอิญว่า ผมยืนอยู่ที่หน้าบ้านพอดี จึงได้เห็นรถเก๋งของผู้บริหารโรงงานผ่านมาอย่างเคย แต่คราวนี้เหมือนเต่าคลานเพราะไม่มีกระจกหน้ารถแล้ว โดนปาด้วยก้อนหิน ใครคือมือดีปาก้อนหินใส่รถ ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่า รถคันนี้ได้ลดระดับความเร็วลง และวิ่งเป็นปกติเหมือนกับรถทั่วๆ ไป นับตั้งแต่วันนั้นมา
บ้านเลขที่ 183 เมื่อก่อนนั้นตั้งอยู่บนเส้นทางการคมนาคมจากชนบทกับตลาดในเมือง จึงมักจะได้เห็นชาวบ้านแบกค่าง แบกค้างคาวแม่ไก่หรือไม่ก็เป็นกระรอกผ่านมาอยู่เสมอ เพื่อจะนำไปขายในเมือง ในด้านหนึ่งก็บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าใน จ.ตรัง ในยุคนั้น อย่างเช่นวันหนึ่งผมกลับจากโรงเรียนมายังได้เห็นผู้คนกำลังสาละวนจับเสือปลาอยู่บริเวณหลังบ้าน
เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริงเมื่อ 60 ปีมาแล้ว
ที่บ้านหลังนี้เคยจับเสือปลาได้ เล่าให้ใครฟังทุกวันนี้คงไม่มีใครเชื่อ แต่ทุกอย่างคือเรื่องจริง
การที่ผมเกิดมาเป็นลูกแม่ถ้วน หลีกภัย คนหนึ่ง จึงไม่ว่าแม่จะทำอะไร ประกอบอาชีพอะไร ผมก็ต้องเป็นลูกมือแม่ไปด้วย เกือบจะในทุกเรื่อง แม่ถ้วนไม่เคยอยู่นิ่ง ถ้าไม่กรีดยาง แม่ก็จะทำขนมขาย ในช่วงเวลาที่ยางราคาต่ำมากๆ เมื่อแม่ไม่ไปกรีดยาง และผมก็ไม่ต้องตามแม่ไปเก็บน้ำยางนั้น ก็จะต้องคอยเป็นแรงงานช่วยแม่ทำขนม จำได้ว่าผมต้องช่วยแม่โม่แป้ง เพื่อทำขนมใส่ไส้จนได้กล้ามแขนโตขึ้น
ช่วยทำขนมแล้ว ผมยังต้องเป็นพ่อค้าจำเป็นอีก







