
Big Data
ชวงนี้ดูเหมือนคำว่า Big Data จะฮอตฮิตติดลมบนมาก ใครๆ ก็พูดถึงกันทั้งนั้น ในยุคปัจจุบันที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
โดย...นายปกรณ์ นิลประพันธ์
ชวงนี้ดูเหมือนคำว่า Big Data จะฮอตฮิตติดลมบนมาก ใครๆ ก็พูดถึงกันทั้งนั้น ในยุคปัจจุบันที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผู้คนพึ่งพิงข้อมูลในการตัดสินใจต่างๆ อาทิ บางคนก็ให้คำนิยามว่า Big Data คือข้อมูลทั้งหมดที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ ด้วยวิธีการหลากหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานด้านไหน
หรือบางคนบางสำนักให้ความหมาย Big Data ว่าคือ ข้อมูลที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ 4 อย่าง คือ ข้อมูลมีขนาดใหญ่ มีปริมาณข้อมูลมาก ข้อมูลมีความหลากหลาย สามารถเป็นได้ทั้งที่มีโครงสร้างและข้อมูลที่ไม่สามารถจับได้ ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว หรือข้อมูลมีความไม่ชัดเจน เป็นต้น
หรือบางสำนักให้นิยาม Big Data คือ เทคนิคหรือเทคโนโลยีในการกลั่น หรือวิเคราะห์ สกัด เอาคุณค่าออกมาจากข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเกินขอบเขตหรือขีดจำกัดของการจัดการข้อมูลแบบเดิมๆ โดยทาง Gartner ได้นิยามความหมายของ Big Data ไว้ด้วย 3V คือ High-Volume, High-Velocity และ High-Variety Volume ปริมาณของข้อมูลจะมากมายมหาศาลจนไม่สามารถที่จะเก็บรวบรวมในฐานข้อมูลรูปแบบเดิมๆ ได้ หรือต้องเก็บในรูปแบบที่ซับซ้อน
Velocity หรือความเร็ว คือข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การนำเอาข้อมูลชนิดนี้มาใช้ต้องมีการประมวลผลที่รวดเร็วทันต่อเห็นการณ์ Variety หรือความหลากหลาย ข้อมูลที่มีความหลากหลายทางโครงสร้าง ทำให้ไม่สามารถที่จะจัดเก็บหรือแยกหมวดหมู่ได้ตามที่ต้องการ มีรายละเอียดหรือรูปแบบในการจัดการข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นตามขนาดของข้อมูล เป็นต้น
แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนเข้าใจตรงกันหรือเปล่าว่ามันคืออะไร ตอนแรกๆ ผู้เขียนก็เหมือนกับหลายต่อหลายคนที่เข้าใจเอาเองว่าเจ้า Big Data คือ การรวบรวมและการบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลที่มีอยู่อย่างเป็นระบบ เราจะได้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานได้อย่างเหมาะสม
เมื่อเดือนก่อนการท่องเที่ยวในประเทศหนึ่งบูมมาก คนแห่ไปดูดอกไม้บานกันใหญ่ เขาบอกว่าเมื่อเขาวิจัย Big Data แล้วพบว่ามันกระจุกตัวอยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังไม่กี่แห่งเท่านั้น คำถามที่ตามมา ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักท่องเที่ยวกระจายไปทั่วๆ ได้ เพื่อให้เงินของนักท่องเที่ยวกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ทั่วๆ กัน ผลจากการวิจัย Big Data ทำให้รู้ด้วยว่าเขาคงต้องปลูกต้นไม้ในเมืองอื่นๆ เพิ่มเติมให้คนไปดูกันตามเมืองต่างๆ
เขาไม่ได้ไปรวบรวมข้อมูลมากองในถังข้อมูลเหมือนธนาคารข้อมูล (Data Bank) ให้เมื่อยตุ้มเพราะมันเป็นไปไม่ได้ในโลกยุคปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มันมหาศาลมากและเกิดขึ้นทุกเสี้ยววินาที แต่เขาใช้เทคนิคการตรวจสอบสัญญาณไว-ไฟครับ เพราะเดี๋ยวนี้ใครจะไปเที่ยวประเทศเขา จะมีการเช่าพ็อกเกตไว-ไฟไปใช้กันด้วย และนักท่องเที่ยวแต่ละชาติก็มีช่องสัญญาณไม่ปะปนกัน
กรณีดังกล่าว ทำให้ทราบว่า นักท่องเที่ยวแห่ไปตรงไหนกันบ้าง ในช่วงเวลาใด แต่ละชาติที่มาเที่ยวชอบไปที่ไหนกันในช่วงเวลาไหน และเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลรายได้ของผู้ประกอบการ ข้อมูลปริมาณขยะ ข้อมูลการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อมูลสถิติอาชญากรรม ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้การวางแผนต่างๆ อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่แม่นยำ
ผู้เขียนจึงเข้าใจว่า Big Data ไม่ใช่ Data Bank แต่เป็น “วิธีการใช้ประโยชน์” จากข้อมูลมากมายมหาศาลที่มันมีอยู่แล้วนี่แหละ โดยใช้เทคนิคต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล แล้วนำผลการวิเคราะห์ที่ว่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการต่างๆ ไม่ใช่แค่การรวบรวมและการจัดระบบฐานข้อมูลเฉยๆ







