
‘ปตท.สผ.’หยุดลงทุนใหม่ในอินโดนีเซีย
ปตท.ตอบโต้อินโดฯ ฟ้องน้ำมันรั่ว หยุดลงทุนใหม่ ยันไม่มีแผนตั้งสำรอง รับอินโดฯ เรียกร้องความเสียหาย
โพสต์ทูเดย์ - ปตท.ตอบโต้อินโดฯ ฟ้องน้ำมันรั่ว หยุดลงทุนใหม่ ยันไม่มีแผนตั้งสำรอง รับอินโดฯ เรียกร้องความเสียหาย
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า บริษัทจะไม่ลงทุนเพิ่มในโครงการใหม่ รวมถึงระงับการตัดสินใจลงทุนในโครงการที่ได้ศึกษาไว้ในอินโดนีเซียออกไป แม้จะเป็นประเทศที่บริษัทมีกลยุทธ์ในการเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนกว่ากรณีการฟ้องร้องจากเหตุการณ์มอนทาราจะชัดเจนหรือได้ข้อยุติ และไม่ขอเปิดเผยตัวเลขมูลค่าการลงทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษาในอินโดนีเซีย
ขณะนี้ยังไม่มีแผนในการตั้งสำรองจากกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียฟ้องร้องเรียกความเสียหายเพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ และบริษัทมีข้อมูลหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้สร้างความเสียหายตามที่อินโดนีเซียกล่าวหา
อย่างไรก็ดี ปตท.สผ.และบริษัทย่อย คือ PTTEP Australasia (Ashmore Cartier) หรือ PTTEP AA ผู้ดำเนินการโครงการมอนทารายังไม่ได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งรอให้รัฐบาลอินโดนีเซียแปลคำฟ้องจากภาษาอินโดนีเซียมาเป็นภาษาอังฤษ ซึ่งบริษัทได้เตรียมความพร้อมในการต่อสู้คดีมาเป็นเวลา 8 ปีนับจากเกิดเหตุในปี 2552 ด้านที่ปรึกษากฎหมายได้ให้ความเห็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซียไม่สามารถอายัดยึดทรัพย์สินของ ปตท.สผ. และ PTTEP AA เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ
สำหรับการลงทุนในอินโดนีเซียนั้น บริษัท PTTEP Netherlands Holding Coöperatie U.A. บริษัทย่อยของบริษัท มีโครงการผลิตปิโตรเลียม 1 โครงการ คือ โครงการนาทูน่า ซี เอ โดยถือหุ้น 11.5% มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติ 224 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และน้ำมันดิบ 1,200 บาร์เรล/วัน คิดเป็น 1% ของปริมาณการขายและรายได้ทั้งหมดของบริษัท ซึ่งในโครงการนี้จะผลิตต่อไปและเป็นโครงการที่รัฐบาลไม่สามารถอายัดยึดทรัพย์สินได้เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นคนละนิติบุคคลกับบริษัท
“การฟ้องคงไม่สามารถบอกกรอบเวลาหาข้อสรุป ส่วนการไม่ลงทุนหรือระงับการลงทุนโครงการใหม่รวมถึงการเข้าซื้อกิจการในอินโดนีเซียไม่มีผลต่องบลงทุนรวมในปีนี้ที่ตั้งไว้ให้ลดลงเพราะอยู่ในแผนอยู่แล้ว ส่วนการทำเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการจะต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทให้พิจารณาลงทุนเพิ่มจากงบลงทุนปกติซึ่งให้ความสำคัญในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทชำนาญโดยจะเห็นการลงทุนโดยเร็ว” นายสมพร กล่าว
นายสมพร เชื่อมั่นว่าการฟ้องร้องครั้งนี้จะไม่กระทบต่อการเข้าประมูลต่ออายุสัมปทานใหม่ในแหล่งบงกช เนื่องจากให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ทั้งนี้หากการประมูลแหล่งปิโตรเลียมดำเนินการไม่ทันภายในปีนี้ จะกระทบต่อการจัดหาก๊าซธรรมชาติของไทยใน 5-6 ปีข้างหน้า







