
ปัจจัยเสี่ยงลด ‘ทองคำ’ หมดแรงขึ้นต่อ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปีนี้สำหรับการลงทุนใน “ทองคำ” เนื่องจากราคาทองร่วงลงไปถึง 3.2% ต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน หรือร่วงลงในรอบสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2016 โดยราคาทองคำสปอตงวดส่งมอบทันทีเมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 พ.ค. เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,227.89 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และสัญญาทองล่วงหน้างวดส่งมอบเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 1,226.90 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ปัจจัยที่ฉุดราคาทองให้ร่วงลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมาจากข้อมูลเศรษฐกิจในสหรัฐเป็นหลัก โดยตัวเลขการจ้างงานเดือน เม.ย. ที่เพิ่มขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยของปีและยังโตเกินความคาดหมาย ส่งผลให้อัตราการว่างงานสหรัฐลดลงเหลือเพียง 4.4% หรือต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีขณะที่อีกปัจจัยสำคัญมาจากทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปด้วยดี และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 2 ครั้งตามคาดการณ์ ซึ่งจะเริ่มครั้งต่อไปในการประชุมเดือน มิ.ย.ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ดูข้อมูลตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าราคาทองคำยังอยู่ในแดนบวก แต่ก็เป็นการบวกเพียงแค่ประมาณ 8
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปีนี้สำหรับการลงทุนใน “ทองคำ” เนื่องจากราคาทองร่วงลงไปถึง 3.2% ต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน หรือร่วงลงในรอบสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2016 โดยราคาทองคำสปอตงวดส่งมอบทันทีเมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 พ.ค. เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,227.89 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และสัญญาทองล่วงหน้างวดส่งมอบเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 1,226.90 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ปัจจัยที่ฉุดราคาทองให้ร่วงลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมาจากข้อมูลเศรษฐกิจในสหรัฐเป็นหลัก โดยตัวเลขการจ้างงานเดือน เม.ย. ที่เพิ่มขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยของปีและยังโตเกินความคาดหมาย ส่งผลให้อัตราการว่างงานสหรัฐลดลงเหลือเพียง 4.4% หรือต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี
ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญมาจากทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปด้วยดี และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 2 ครั้งตามคาดการณ์ ซึ่งจะเริ่มครั้งต่อไปในการประชุมเดือน มิ.ย.
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ดูข้อมูลตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าราคาทองคำยังอยู่ในแดนบวก แต่ก็เป็นการบวกเพียงแค่ประมาณ 8% เท่านั้นนับตั้งแต่ต้นปี และเมื่อมองจากปัจจัยต่างๆ รายล้อมในขณะนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่าในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีนี้ อาจยังไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับการลงทุนในทองคำเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่า “ความเสี่ยง” หรือ “ความหวาดกลัว” เป็นปัจจัยเฉพาะหน้าที่ปั่นให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา แซงหน้าปัจจัยพื้นฐานอย่าง “เงินเฟ้อ” และ “ค่าเงินเหรียญสหรัฐ” ที่ถูกกลบด้วยปัจจัยทางจิตวิทยาเหล่านี้
ราคาทองเคยปิดตลาดไปแตะระดับ 1,305.06 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อวันศุกร์สุดท้ายก่อนที่ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 8 พ.ย. 2016 เพราะนักลงทุนต่างหวาดวิตกกับนโยบายชาตินิยมสุดโต่งและการคาดเดาไม่ได้ของผู้นำใหม่รายนี้ และราคายังขยับขึ้นไปอีกราว 13% จนถึงช่วงวันที่22 ธ.ค. จากรายงานของบลูมเบิร์ก ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับลงมา
จากนั้นราคาได้ไต่ขึ้นไปแตะ 1,289.76 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ อีกครั้งในเดือน เม.ย. จากความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรัมป์สั่งโจมตีซีเรีย และสั่งทิ้งระเบิด MOAB หรือฉายาแม่แห่งระเบิดทั้งปวงในอัฟกานิสถาน อีกทั้งยังมีสถานการณ์อันร้อนระอุในคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงการเลือกตั้งในฝรั่งเศสพ่วงด้วย ทว่าที่สุดแล้วเมื่อไม่มีอะไรน่ากังวลเกิดขึ้นจริง ราคาทองจึงร่วงลงมาอยู่ที่ระดับราว 1,226-1,227 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในปัจจุบัน
วาณิชธนกิจโกลด์แมน แซคส์ มองว่าเฉพาะในระยะสั้น หรือราว3 เดือนหลังจากนี้ ราคาทองอาจร่วงลงไปแตะระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ได้
โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสเมื่อวานนี้ไม่มีอะไรพลิกโผที่ผู้สมัครสายกลาง “เอ็มมานูเอลมาครง” เป็นฝ่ายมีชัยเหนือผู้สมัครจากฝ่ายขวาจัด “มารีน เลอ เปน”ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความเสี่ยงจากการผงาดของการเมืองขวาจัดในยุโรปที่กำลังทำให้สหภาพยุโรป (อียู) วุ่นวายอยู่ในปัจจุบัน และช่วยบรรเทาความตึงเครียดต่อการเลือกตั้งในเยอรมนีในเดือน ก.ย. ต่อไปได้
เพราะแม้จะไม่มีข่าวดีอะไรมาให้เซอร์ไพรส์อีกจากรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ยังต้องต่อสู้อีกเยอะในสภาคองเกรส แต่จากข้อมูลต่างๆ ล้วนบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้คาดว่าเฟดจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ตามคาดการณ์เดิม โดยจะขึ้นอีกครั้งละ 0.25% และคาดว่าจะทำให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2017 นี้ ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1.25-1.5%
การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงไปถึงการควบคุม “อัตราเงินเฟ้อ” ที่ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานถึงราคาทองคำด้วย จากปัจจุบันที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงมาแล้ว
ทั้งนี้ เงินเฟ้อเดือน มี.ค. ลดลง 0.2% เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี และลงมาจากที่เคยไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดรอบ 5 ปี เมื่อเดือน ก.พ. จึงนับเป็นการบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐไม่น่าห่วงจนต้องซื้อทองตุน โดยเฉพาะเมื่อทิศทางราคาน้ำมันขาขึ้นเริ่มอ่อนแรงลง และยังไร้วี่แววว่าทรัมป์จะสามารถผ่านกฎหมายสำคัญๆ มากระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะหนุนเงินเฟ้อในอนาคตได้
โกลด์แมน แซคส์ มองว่าจากปัจจัยดังกล่าวของสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น และการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ยังทำให้คาดว่าบอนด์ยีลด์อายุ10 ปีของสหรัฐ จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.75% ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จากปัจจุบันที่ราว 2.35%
ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงช่วงกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จะพบว่าเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ของโลกที่เน้นการลงทุนทองคำ เช่น กองทุนพอลสัน แอนด์ โค ของจอห์น พอลสัน ได้ลดการถือสัญญาทองคำในกองทุนเอสพีดีอาร์ลง โดยลดจาก 4.8 ล้านสัญญา มาอยู่ที่ 4.4 ล้านสัญญา หรืออยู่ที่ราว 478 ล้านเหรียญสหรัฐตามหลังกองทุนของ จอร์จโซรอส ที่ลดสัดส่วนไปตั้งแต่ปลายปี 2016 แล้ว
แม้แต่ธนาคารกลางต่างๆ ก็ลดสัดส่วนการซื้อทองคำลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้โดยสภาทองคำโลก เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกลดการซื้อทองคำลงมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 76 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2011 นำโดยธนาคารกลางจีนที่ไม่ซื้อเพิ่มมานับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
ทรอย กาเยสกี ผู้จัดการกองทุนสกายบริดจ์ แคปิตอล ในสหรัฐ มองว่าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และตลาดทุนมักสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา ทำให้คนวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำแทบทุกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงแค่ช่วงสั้น และที่สุดแล้วปัจจัยหลักอย่างเงินเฟ้อและค่าเงินเหรียญสหรัฐก็จะเป็นสิ่งที่ตัดสินจริงๆ และในปัจจุบันนี้ก็มีการพูดถึงการเข้าซื้อทองคำกันน้อยมาก
การกลับท่าทีของทรัมป์ไปมาในหลายเรื่องตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา อาจทำให้หลายฝ่ายเริ่มคุ้นชินกับความผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ขึ้นมาบ้าง และเมื่อดูจากปัจจัยพื้นฐานข้างต้นบวกกับทิศทางของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ที่คาดว่าจะยังทุบสถิติใหม่ได้อีกในปีนี้จากนโยบายของทรัมป์ที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทใหญ่ ทำให้ทองคำอาจไม่ใช่ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดในปีนี้







