
บุกทลายอู่เถื่อน...ยุทธการถอนโคนแก๊งลักรถ
วิธีการที่ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรีผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม นำมาใช้จัดการกับ “แก๊งโจรกรรมรถยนต์จักรยานยนต์”
วิธีการที่ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรีผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม นำมาใช้จัดการกับ “แก๊งโจรกรรมรถยนต์จักรยานยนต์”
โดย...วัสยศ งานขำ
วิธีการที่ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรีผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม นำมาใช้จัดการกับ “แก๊งโจรกรรมรถยนต์จักรยานยนต์” อาจจะดูแตกต่างกับตำรวจท้องที่อื่นๆ ที่เน้นการไล่กวดจับมือดีที่จ้องฉวยโอกาสยามเจ้าของรถพลั้งเผลอ นั่นเป็นเพราะเขาเชื่อว่าการตัดวงจรด้วยการทลายแหล่งรับซื้อของโจรน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ปัญหารถหายลดน้อยถอยลง
แนวคิดของเขาจึงทำให้กองปราบปรามตัดสินใจเข้าทลายอู่รถยนต์หลายแห่งในรอบเดือนที่ผ่านมาเพื่อตัดวงจรอุบาทว์เหล่านี้ หรืออย่างน้อยที่สุดเมื่อไม่มีแหล่งรับซื้อ ก็แน่นอนว่ายอดรถหายก็น่าจะไม่พุ่งสูงนักหากเทียบกับในอดีต
“มันก็หลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปครับ ผมเชื่ออย่างนั้น เมื่อไม่มีดีมานด์ก็ทำให้ซัพพลายลดลง ถ้าไม่มีแหล่งรับซื้อแล้ว โจรมันจะเอาไปขายใคร มันคงไม่ลักรถแล้วเอาไปเก็บไว้หรอกครับ” พ.ต.อ.อัคราเดช บอก
ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.อัคราเดช สั่งการให้ พ.ต.ท.ธวัชชัย กำแหงพล รองผู้กำกับการ ช่วยราชการกองกำกับการ 2 กองปราบปราม รับหน้าเสื่อเป็นหัวหน้าชุดปราบปรามการโจรกรรมรถ ลงพื้นที่หาข้อมูลถึงแหล่งรับซื้อรถที่ถูกขโมย
นั่นเป็นเพราะสถิติการโจรกรรมรถไม่ได้ลดน้อยถอยลง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการจับกุม “มือโจรกรรม” ไปแล้วหลายกลุ่มแก๊ง ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่อยู่ที่การล่าตัวมือโจรกรรม แต่อยู่ที่การตัดวงจรเพื่อให้ “มือดี” กับแหล่งรับซื้อขาดออกจากกัน หรือติดต่อถึงกันได้ยากยิ่งขึ้น
หลังรับคำสั่ง พ.ต.ท.ธวัชชัย ใช้เวลาไม่นานนักก็ “ได้เป้า” สายลับของเขาจากทั่วทุกสารทิศแจ้งมาว่ามีจุดต้องสงสัยหลายแห่งที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการรับซื้อรถที่ผิดกฎหมาย และชำแหละรถที่ได้มาจากการโจรกรรมออกเป็นอะไหล่จำหน่าย
หลังจากนำข้อมูลที่ได้มาสกรีนตรวจสอบความถูกต้อง จึงนำเรื่องเสนอศาลเพื่อขอหมายค้น และครั้งนี้จึงเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นแบบปูพรมเป็นครั้งแรก กำลังตำรวจเข้าตรวจค้นใน อ.สามโก้ จ.อ่างทอง รวม 3 จุด โดยจุดใหญ่อยู่ที่อู่นายประพันธ์
ขณะที่กำลังอีกชุดเข้าตรวจค้นที่อู่เอสพีออโตเซอร์วิสในเขต อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนชุดที่สามเข้าตรวจค้นอู่รถแห่งหนึ่งที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และชุดสุดท้ายบุกจู่โจมตรวจค้นอู่รถในเขต อ.บางพลี และ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ การตรวจค้นนั้นยึดของกลางเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนหนึ่งมาตรวจสอบ
จากการตรวจสอบพบว่าอู่หลายแห่งเป็นแหล่งชำแหละรถ โดยเฉพาะที่ จ.อ่างทอง ถือเป็นแหล่งใหญ่ในการรับซื้อรถจักรยานยนต์เพื่อนำมาชำแหละเป็นชิ้นส่วนออกขายให้กับเด็กแว้นในพื้นที่จนมีชื่อเสียง เนื่องจากราคาถูกกว่าท้องตลาด ที่สำคัญขาซิ่งทั้งหลายยังสามารถออร์เดอร์สินค้าที่ต้องการได้อีกด้วย
การเข้าตรวจค้นทั้ง 7 จุดของ พ.ต.อ.อัคราเดช และ พ.ต.ท.ธวัชชัย ใช่ว่าจะปิดฉากลงแค่นั้น เพราะแค่เพียง 1 สัปดาห์ให้หลัง ทีมงานของพวกเขาก็ได้รับข้อมูลแหล่งรับซื้อรถมาอีกจำนวนมาก และคราวนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแหล่งใหญ่ในซุ้มตะวันออก
เขาจึงเรียกทีมงานเข้าวางแผน ไม่นานนักก็สรุปประเด็นได้ว่า อ.เมือง จ.ชลบุรี กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการรับซื้อ ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ตื่นเต้นสำหรับทีมงาน เพราะไม่น่าเชื่อว่าแหล่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่รับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรมจะซุกตัวอยู่ในจังหวัดที่ไม่เคยอยู่ในเป้าหมายมาก่อน และนั่นจึงถือเป็นงานด่วนที่ลับสุดยอด เป็นที่มาของการโอเปอเรชันครั้งใหญ่ในการยกกำลังกองปราบฯ เข้าเหยียบพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของภาคตะวันออก
กำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบของกองกำกับการ 2 กองปราบปราม ถือฤกษ์เช้าตรู่บุกเข้าตรวจค้นอู่รถยนต์จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย อู่พิทักษ์ชัย อู่ปี๊เจริญ อู่ ส.มณีการช่างบริษัท อริยธนกุล ซัพพลาย และอู่รถยนต์ของบริษัท อริยธนกุลฯ จากการตรวจค้นพบรถต้องสงสัยเป็นรถยนต์ 60 คัน โครงตัวรถยนต์ 2 โครง เครื่องยนต์และตัวถัง 22 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีอะไหล่รถอีกจำนวนหนึ่ง
“ผมเรียกวิธีการนี้ว่าป้องปรามเชิงรุก ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะการปราบการโจรกรรมรถนั้นจะต้องทำในหลายๆ ส่วน จะไปตามจับแต่คนลักไม่ได้ หากเราไม่ตัดวงจรเหล่านี้ออกจากกันก็จะเกิดโจรลักรถขึ้นมาอีก และปัญหาก็จะไม่จบสิ้น ผมสงสารคนที่รถหายที่ต้องคอยผ่อนเงินแลกกับอากาศ” พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าว
สำหรับรถที่นำมาขายตามแหล่งรับซื้อนั้นไม่ใช่รถที่ขโมยมาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรถที่ติดไฟแนนซ์จำนวนมากก็ถูกแอบนำเอามาขายด้วย รวมถึงชำแหละเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ออกมาขาย ในขณะที่รถบางคันก็ถูกนำมาเปลี่ยนเลขเครื่อง หรือสวมทะเบียนกลายเป็นรถคันใหม่ขึ้นมาทันที โดยรถที่นิยมในท้องตลาด คือ โตโยต้า และฮอนด้า ส่วนปิกอัพก็จะมีอีซูซุพ่วงเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ถนนสายเอเชียก็เป็นอีกเส้นหนึ่งที่ตำรวจเชื่อว่าอู่เถื่อนน่าจะแฝงตัวอยู่เต็มสองข้างทาง เนื่องจากง่ายต่อการเอารถเข้าไปซุกซ่อน และตบตาพรางเป็นอู่กลบกลิ่นตำรวจท้องที่ แม้ว่าจะกลบกลิ่นจนมิด แต่จมูกของชุดสืบสวนของกองปราบปรามยังคงดมกลิ่นแบบนิ่มลึก และอีกไม่นานอู่เหล่านี้จะถูกกระชากหน้ากาก!!!







