posttoday
โลกเลิกกระตุ้นยาก หวังสกัดความเสี่ยง

โลกเลิกกระตุ้นยาก หวังสกัดความเสี่ยง

03 พฤษภาคม 2560

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังอยู่ระหว่างช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะส่งสัญญาณลดขนาดการกระตุ้นภายในเร็วๆ นี้เมื่อประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อและการส่งออกที่ดีดตัวดีขึ้น ยิ่งทำให้ทิศทางดังกล่าวมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ความจริงไปมากยิ่งขึ้น ขณะที่สำหรับอีซีบีความเสี่ยงจากการเลือกตั้งฝรั่งเศสเริ่มลดน้อยถอยลงไป เมื่อผู้สมัครจากพรรคฝ่ายขวาที่อาจทำให้สหภาพยุโรป (อียู) แตกเป็นเสี่ยง ห่างไกลจากชัยชนะเข้าไปทุกทีอย่างไรก็ตาม “เร็วๆ นี้” ที่ว่ายังคงไม่ใช่ “ปัจจุบัน” เมื่อยังมีความเสี่ยงขัดขาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายปกป้องการค้าของสหรัฐและปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์“พวกเราคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่เป้าหมายที่ 2% แต่ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ใกล้ 0% การจะพูดถึงกลยุทธ์เพื่อเลิกใช้นโยบายการเงินในตอนนี้จะสร้างความสับสนให้กับตลาด ดังนั้นการที่จะพูดถึงกลยุทธ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากอัตราเงินเฟ้อถึงเป้าหมายที่ 2%” ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ กล่าวหลังกา

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังอยู่ระหว่างช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะส่งสัญญาณลดขนาดการกระตุ้นภายในเร็วๆ นี้

เมื่อประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อและการส่งออกที่ดีดตัวดีขึ้น ยิ่งทำให้ทิศทางดังกล่าวมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ความจริงไปมากยิ่งขึ้น ขณะที่สำหรับอีซีบีความเสี่ยงจากการเลือกตั้งฝรั่งเศสเริ่มลดน้อยถอยลงไป เมื่อผู้สมัครจากพรรคฝ่ายขวาที่อาจทำให้สหภาพยุโรป (อียู) แตกเป็นเสี่ยง ห่างไกลจากชัยชนะเข้าไปทุกที

อย่างไรก็ตาม “เร็วๆ นี้” ที่ว่ายังคงไม่ใช่ “ปัจจุบัน” เมื่อยังมีความเสี่ยงขัดขาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายปกป้องการค้าของสหรัฐและปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์

“พวกเราคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่เป้าหมายที่ 2% แต่ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ใกล้ 0% การจะพูดถึงกลยุทธ์เพื่อเลิกใช้นโยบายการเงินในตอนนี้จะสร้างความสับสนให้กับตลาด ดังนั้นการที่จะพูดถึงกลยุทธ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากอัตราเงินเฟ้อถึงเป้าหมายที่ 2%” ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ กล่าวหลังการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 26-27 เม.ย.ที่ผ่านมา

การส่งสัญญาณดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี โดยดรากีระบุภายหลังการประชุมในวันที่ 27 เม.ย.ว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนกำลังปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่างกับปี 2016 แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ และการที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นให้ถึงเป้าหมายต้องเผชิญอุปสรรคอีกมาก

ความเสี่ยงใหญ่สำหรับโลกในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นนโยบายปกป้องการค้า นำโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนโยบายดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่ “คำขู่” อีกต่อไป เมื่อทรัมป์ได้เริ่มลงมือทำจริงไปบ้างแล้วบางส่วน และมุ่งเป้าไปยังทั่วโลก เช่น การสั่งสอบคู่ค้าที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐทั้งหมด 16 ชาติ รวมถึงญี่ปุ่นและตลาดส่งออกรายใหญ่สุดของญี่ปุ่นอย่างจีน

การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการส่งออกไปยังตลาดใหญ่ที่สุดอย่างจีน ปรับตัวขึ้น 16.4% โดยจีนเป็นหนึ่งในเป้าหมายของสหรัฐเช่นเดียวกัน และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเริ่มกระบวนการสอบสวนการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกว่ากระทบกับความมั่นคงหรือไม่ รวมถึงผู้ผลิตจากจีนด้วย

จีนไม่ใช่แค่ตลาดรายใหญ่ของญี่ปุ่น แต่ยังเป็นตลาดใหญ่ของโลกด้วย โดยการนำเข้าของจีนกำลังฟื้นตัวอย่างแรงถึง 20.3% อยู่ที่ 1.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.4 ล้านล้านบาท) ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้านี้ที่ฟื้นตัวเกือบ 40% โดยจีนซื้อสินค้าจากสหภาพยุโรป (อียู) มากที่สุด ตามมาด้วยอาเซียน เกาหลีใต้ สหรัฐ และญี่ปุ่น

ขณะเดียวกันแม้การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ของญี่ปุ่นยังเพิ่มขึ้นถึง 21.2% เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการส่งชิ้นส่วนรถยนต์ไปประกอบในสหรัฐ แต่ล่าสุดคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ เตรียมสอบกรณีอาจละเมิดลิขสิทธิ์กับ 25 ค่ายรถยนต์ รวมถึงค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่น เช่น โตโยต้าและฮอนด้า

นอกจากนี้ ในรายชื่อดังกล่าวยังประกอบไปด้วยค่ายรถยนต์จากเยอรมนีอย่างบีเอ็มดับเบิลยู โดยเยอรมนีถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยูโรโซน และเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐ เช่นเดียวกับฝรั่งเศส

ไม่ใช่เพียงแต่นโยบายด้านการค้าเท่านั้น แต่ท่าทีของสหรัฐที่มีต่อเกาหลีเหนือและซีเรียยังทำให้ความตึงเครียดด้านปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเยือนอีกครั้ง โดยเฉพาะในคาบสมุทรเกาหลี และประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเกาหลีใต้

การส่งออกของเกาหลีใต้กำลังฟื้นตัวเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยในเดือน เม.ย.การส่งออกปรับขึ้น 24.2% เช่นเดียวกับการนำเข้าที่ปรับขึ้น 16.6% แต่ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) เลือกจะคงอัตราดอกเบี้ยหลักเอาไว้ที่ 1.25% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดที่ใช้มาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2016

ภัยคุกคามเกาหลีเหนือทำให้เกาหลีใต้เร่งการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD ของสหรัฐภายในประเทศ โดยในการติดตั้งดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับจีนที่กังวลว่า ระบบต่อต้านขีปนาวุธจะทำให้ความสามารถในการยิงมิสไซล์ของจีนลดน้อยถอยลงไปด้วย ส่งผลให้ทางการจีนออกมาเรียกร้องปากเปล่าให้คนจีนบอยคอตการท่องเที่ยวและสินค้าจากเกาหลีใต้

ยอดนักท่องเที่ยวจีนไปยังเกาหลีใต้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 40% เหลือราว 3.6 แสนคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยชาวจีนนอกจากจะเป็นนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุดแล้ว ยังเป็นนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายมากที่สุดด้วย

ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จึงมีผลกับยอดขายของร้านค้าดิวตี้ฟรี โดยลอตเต้เปิดเผยว่า ชาวจีนซึ่งคิดเป็น 70% ของยอดขายทั้งหมด ซื้อสินค้าของลอตเต้ ดิวตี้ ฟรี ลดลง 40% ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ลอตเต้ที่ให้รัฐบาลเกาหลีใต้แลกที่ดินเพื่อติดตั้ง THAAD ยังต้องปิดห้างในจีนมากถึง 85 แห่ง จากทั้งหมด 99 แห่งอีกด้วย

เกาหลีใต้ยังอยู่ในรายชื่อ 16 ชาติ ค้าเกินดุลกับสหรัฐ เช่นเดียวกับเม็กซิโก ไอร์แลนด์ เวียดนาม อิตาลี มาเลเซีย อินเดีย ไทย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และแคนาดา โดยยังไม่นับการสอบสวนเป็นรายสินค้าตามคำบอกกล่าวของ วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ ที่ส่งสัญญาณอาจสอบสินค้า เช่น เซมิคอนดักเตอร์และการต่อเรือ

เมื่อโลกอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ หากประเทศคู่ค้าได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และการจ้องเล่นงานของสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่นี้ ก็ทำให้โลกตกอยู่ในความเสี่ยงใหญ่เกินจะมองข้าม พร้อมกับทำให้การขยับเลิกกระตุ้นกลายเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้