posttoday
ประหยัดได้ ไม่ยากนัก

ประหยัดได้ ไม่ยากนัก

03 พฤษภาคม 2560

เชื่อหรือไม่ว่า การกระทำ (หรือไม่กระทำ) ของหน่วยงานรัฐในบางเรื่องบางอย่าง

โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์

เชื่อหรือไม่ว่า การกระทำ (หรือไม่กระทำ) ของหน่วยงานรัฐในบางเรื่องบางอย่าง ก็อาจนำไปสู่การสูญเสียสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ในชีวิตประจำวัน เราคงเคยพบเห็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้เราคิดไปว่า ถ้าภาครัฐทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ประชาชนก็จะลดภาระที่ไม่จำเป็นลงไปได้ ภาครัฐเองก็อาจได้ประโยชน์ด้วย สังคมและเศรษฐกิจโดยรวมก็น่าจะดีขึ้น

ผมมีสองตัวอย่างที่อยากจะเล่าให้ฟัง เรื่องแรกเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนของคนกรุงเทพฯ พวกเราส่วนมากคงมีโอกาสได้ใช้ทางด่วนซึ่งต้องเสียสตางค์ก่อนที่จะขึ้นไปใช้ได้ เคยตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่า ที่เราจ่ายสตางค์ใช้ถนนทางด่วนเพื่อเดินทางได้เร็วขึ้น รถติดน้อยลง แต่ในระยะหลังๆ กลับมีการจราจรติดขัดมากขึ้นบนทางด่วน บางครั้งติดมากกว่าข้างล่างเสียอีก และที่น่ารำคาญที่สุดก็คือ รถดันไปติดกันมากที่สุดตรงด่านเก็บเงิน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เราจะเสียเงินให้เขา แล้วยังจะต้องเข้าคิวรอเป็นนานแสนนานอีก”

ดังนั้น ผู้ใช้ทางด่วนจึงไม่ใช่รับภาระจ่ายค่าผ่านทางแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรับภาระในการรอจ่ายโดยเสียทั้งเวลา ค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอรถ และในบางครั้งก็เสียอารมณ์ด้วย (ผมเองเคยต้องรอคิวจ่ายทางด่วนธัญบุรีถนนวงแหวนนานถึง 45 นาที) ภาระจากการรอจ่ายค่าผ่านทางนี้จึงถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจและพลังงาน และเป็นความสูญเสียที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเกิดจากการกระทำที่อยู่ในความควบคุมของภาครัฐ

ความจริงหน่วยงานของรัฐได้พยายามแก้ไขปัญหา โดยใช้บัตร Easy Pass (หรือ M Pass ในกรณีถนนวงแหวน) นอกเหนือจากการจ่ายด้วยเงินสด แต่เราก็รู้กันดีว่าคนใช้ทางด่วนส่วนใหญ่ยังไม่เลือกใช้บัตร Easy Pass คือเลือกจ่ายเป็นเงินสดมากกว่า ให้ทุกคนต้องรอคิวยาวอยู่เพราะผู้ที่ใช้บัตรก็ยังต้องติดคิวรอร่วมกับคนอื่นก่อนที่จะเข้าถึงช่องอ่านบัตร บางทีเครื่องดันอ่านบัตรไม่ได้ก็ต้องรอกันอีก

ประเด็นก็คือหน่วยงานของรัฐสามารถทำอะไรได้อีกหรือไม่ เพื่อทำให้ผู้จ่ายค่าผ่านทางเข้าคิวรอสั้นลง หรือไม่มีคิวเลยก็ยิ่งดี ผมคงไม่แนะนำให้ยกเลิกการเก็บค่าผ่านทางไปเลยเพราะจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก แต่ผมคิดว่าน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ที่จะจูงใจให้ผู้ใช้ทางด่วนหันมาจ่ายโดยใช้บัตรมากขึ้น

ในปัจจุบันผู้ใช้บัตรต้องจ่ายค่าผ่านทางในอัตราเดียวกันกับผู้จ่ายด้วยเงินสด มิหนำซ้ำเวลาเติมเงินทางอินเทอร์เน็ตก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 5 บาท ผมอยากเสนอให้ผู้ใช้บัตรสามารถจ่าย ค่าผ่านทางในอัตราที่ต่ำกว่าปัจจุบันและต่ำกว่าผู้จ่ายเงินสด เพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้บัตร และรถก็จะติดหน้าด่านน้อยลง 

อีกประการหนึ่ง ด่านเก็บค่าผ่านทางบางแห่งน่าจะพิจารณายกเลิกได้ ตัวอย่างเช่น ด่านที่เก็บค่าผ่านทางรถเก๋งคันละ 10 บาท ใกล้กับทางขึ้นลงถนนงามวงศ์วาน บางช่วงรถติดรอจ่ายค่าผ่านทางยาวหลายกิโลเมตร เสียเวลารอจ่ายเงินคันละไม่น้อยกว่า 10 นาที  คิดค่าเสียเวลา ค่าสึกหรอของรถและค่าเชื้อเพลิงคันละไม่น่าจะต่ำกว่า 10 บาท อย่างนี้เก็บค่าผ่านทางไป 10 บาท ก็ไม่คุ้มกับภาระความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

อนึ่ง ทางการควรจะใช้ระบบการอ่านบัตรจ่ายค่าผ่านทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะอ่านบัตรได้ช้าแล้ว ยังมีปัญหาติดขัดอ่านบัตรไม่ได้อยู่เป็นเนืองๆ ข้อเสนอเหล่านี้น่าจะทำให้ผู้ใช้บัตรจ่ายค่าผ่านทางมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และคิวรถติดหน้าด่านเก็บเงินก็น่าจะสั้นลง ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและพลังงานไปได้ไม่น้อย

เรื่องที่สองเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าในหน่วยงานของรัฐ เราคงทราบกันดีว่าภาครัฐเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ ที่น่าสังเกตว่าการใช้ไฟฟ้าในอาคารของรัฐส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หลายแห่งยังเลือกใช้หลอดไฟประเภทที่เป็นหลอดไส้ หลอดนีออน และหลอดตะเกียบ ในปัจจุบันหลอดไฟที่กินไฟน้อยที่สุดและมีอายุใช้งานมากที่สุดคือหลอดไฟ LED

หลอดไฟ LED มีราคาแพง แต่การลงทุนเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED จะทำให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้มากและมีความคุ้มค่าทางการเงินสูง ตัวอย่างเช่น หลอดไฟ LED ที่กินไฟ 9 วัตต์ราคาหลอดละ 200 บาท และสามารถใช้งานได้ 2.4 หมื่นชั่วโมง เทียบกับหลอดตะเกียบขนาด 19 วัตต์ มีราคาหลอดละ 50 บาท และใช้งานได้ 8,000 ชั่วโมง แค่ใช้ไฟแสงสว่างเฉลี่ยวันละ 3 ชั่วโมง หากใช้หลอด LED จะประหยัดไฟฟ้าได้ปีละ 11 หน่วย เมื่อเทียบกับการใช้หลอดตะเกียบ ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 40 บาท คืนทุนได้ภายใน 4 ปี เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 40% ต่อปี

ดังนั้น เราจึงควรผลักดันให้ภาครัฐลงทุนเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED ในหน่วยงานของรัฐให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไปกู้ยืมเงินมาลงทุนก็ยังคุ้ม เพราะรัฐบาลน่าจะกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยไม่ถึง 10% เอามาลงทุนในโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนถึง 40% ดีเสียกว่าเอาเงินไปสร้างรถไฟบางสายที่สร้างแล้วยังไม่รู้จะมีสินค้าให้ขนส่งหรือไม่

ข้อดีอีกข้อหนึ่งของการเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED ก็คือสามารถลดความจำเป็นในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าได้ด้วย ทุกล้านหลอดจะลดความต้องการใช้ไฟลงได้ประมาณ 10 เมกะวัตต์

ผมเชื่อว่าการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและพลังงานโดยภาครัฐยังมีความเป็นไปได้อีกไม่น้อย แค่สองกรณีตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลไม่ต้องฝันเฟื่องเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ให้มากนัก เอาเวลามาปรับปรุงปัญหาใกล้ตัวที่เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวัน ก็จะสามารถลดความสูญเสียและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI