
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (95)
ในปี 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านเสริมสร้างศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อยด้วยการศึกษา
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ในปี 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านเสริมสร้างศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อยด้วยการศึกษาและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ร่วมมือกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จัดทำโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในกลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศดังกล่าว การดำเนินงานมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งด้านการเกษตร อาหารโภชนาการ และสุขภาพอนามัย
โครงการฯ ได้คัดเลือกโรงเรียนที่ห่างไกล 3 โรงเรียน ที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมแตกต่างกัน ครอบคลุมเด็กนักเรียน 1,357 คน เพื่อจัดทำเป็นโรงเรียนต้นแบบ ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเกาเซิน (Cao Son Lower School) ในจังหวัดฮัวบิน (Hoa binh Province) โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาหุ่งถึง (Hung Thang Primary & Secondary School) ในจังหวัดกว่างนิง (Quang Ninh Binh Province) และโรงเรียนประถมศึกษานิงหมี (Ninh My Primary School) ในจังหวัดนิงบิ่ง (Ninh Binh Province)
สำหรับการดำเนินงานทรงเริ่มจากการจัดอบรมครูก่อน เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านการเกษตร อาหาร โภชนาการ และสุขภาพอนามัย เพื่อนำกลับไปประยุกต์ใช้ โดยยึดต้นแบบโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นหลัก เมื่อโรงเรียนมีผลผลิตทางการเกษตรทำให้สามารถนำมาจัดทำเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้นักเรียนเพิ่มขึ้น คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน สมาชิกในชุมชน มีกิจกรรมทำร่วมกัน เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนและคนในพื้นที่
การดำเนินงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในโรงเรียนมัธยมต้นเกาเซิน โรงเรียนประถมศึกษานิงหมีและโรงเรียนหุ่งถัง จากปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนมีการดำเนินงานกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย มีทั้งการปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานด้วยการใช้ผักพันธุ์พื้นบ้าน และไก่พันธุ์พื้นบ้าน เช่น ที่โรงเรียนมัธยมต้นเกาเซิน ทำให้เด็กได้เรียนรู้เทคนิคการทำเกษตรไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตรด้วย
ทั้งนี้ ผู้ปกครองและชุมชนเห็นประโยชน์ของการทำกิจกรรมการเกษตรในโรงเรียนจึงบริจาคพื้นที่ให้แก่โรงเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพโรงเรียนประถมศึกษานิงหมี และโรงเรียนหุ่งถังสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น การปลูกผักในกระถางเพื่อแก้ปัญหาดินเปรี้ยวและดินเค็ม และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงลมที่พัดพาความเค็มมาด้วย หรือการทดลองปลูกพืชแบบไร้ดิน (Hydroponic) พร้อมทั้งการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่โรงเรียนสาขาวงเวียง ซึ่งเป็นโรงเรียนสาขาในทะเลของโรงเรียนหุ่งถัง
เมื่อโรงเรียนมีผลผลิตจากการเกษตรทำให้โรงเรียนสามารถจัดบริการอาหารให้แก่เด็กนักเรียนได้ โดยโรงเรียนประถมศึกษานิงหมี และโรงเรียนหุ่งถังได้เริ่มทดลองจัดบริการอาหารให้แก่เด็กนักเรียนส่วนหนึ่งทุกวัน โดยผู้ปกครองสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดอาหารให้แก่บุตรหลาน ผลการดำเนินงาน พบว่าผู้ปกครองมีความพึงพอใจมาก เพราะทำให้เด็กได้รับอาหารที่มีประโยชน์ อีกทั้งไม่ต้องเดินทางกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้าน ส่วนโรงเรียนมัธยมต้นเกาเซิน สามารถจัดบริการอาหารกลางวันให้แก่เด็กทุกคนสัปดาห์ละ 2 วัน ส่วนเด็กนักเรียนประจำสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรไปประกอบอาหารได้ทุกมื้อ นอกจากนี้โรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนการสร้างโรงครัวใหม่ ทำให้นักเรียนสามารถเตรียมอาหารและรับประทานอาหารในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ถูกหลักสุขาภิบาลอาหารด้วย อีกทั้งโรงเรียนทั้ง 3 โรง ยังได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อนามัยการเฝ้าระวังทางโภชนาการและการตรวจสุขภาพนักเรียนปีละ 2 ครั้ง
การดำเนินงานพัฒนาเด็กและเยาวชนตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก ที่เห็นได้ชัดคือทำให้เด็กได้พัฒนาภาวะโภชนาการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม นำไปสู่การมีภาวะโภชนาการดีและสุขภาพแข็งแรง รู้จักการทำงานความรับผิดชอบ ความสามัคคี การทำงานร่วมกับผู้อื่น และช่วยเหลือโรงเรียนและที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าก็คือ เกิดความตื่นตัวของคณะครู ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนรอบๆ โรงเรียน ปัจจุบันโรงเรียนทั้ง 3 โรงเรียน สามารถพัฒนาจนเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนใกล้เคียงมาศึกษาดูงานและนำไปใช้ในโรงเรียนของตนได้ ทำให้การพัฒนาเด็กและเยาวชนขยายไปในวงกว้าง







